“สงครามปราบฮ่อ”วีรกรรมความกล้าหาญของชาวบ้าน
10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06:30:00
2
“สงครามปราบฮ่อ”วีรกรรมความกล้าหาญของชาวบ้าน บันทึกประวัติศาสตร์ที่เลือนหายไปจากความทรงจำคนหนองคาย
บึ้ม...เปรี้ยง...ปร้าง.......เสียงปืนใหญ่ระดมยิงพร้อมๆกับเสียงปืนเล็กยาว ดังลั่นสนั่นทุ่ง ตามด้วยเสียงดาบที่ฟาดฟันแข่งกับเสียงโห่ร้องด้วยอาการที่ฮึกเหิมในการรบพุ่งระหว่างกลุ่มโจรจีนฮ่อกับกลุ่มกองทัพอาสาชาวบ้านจากหนองคายที่เข้าบดขยี้เพื่อไล่และทำลายค่ายกองโจรจีนฮ่อที่เข้ามาตั้งฐานอยู่บนผืนแผ่นดินสยาม ภาพที่เกิดขึ้นคือการแสดง แสง สี เสียง สงครามปราบฮ่อ เรื่องราวประวัติศาสตร์แผ่นดินสยามในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 ที่ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารถึงความกล้าหารของชาวบ้านส่วนหนึ่งจังหวัดหนองคายที่ได้อาสาเข้าร่วมศึกในเหตุการณ์สำคัญครั้งนั่น
ย้อนเหตุเหตุการณ์เมื่อปี พุทธศักราช 2427 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯเกิดกลุ่มโจรฮ่อ รวบ รวมไพร่พลกลายเป็นกองทัพเข้าโจมตีหัวเมืองต่างๆเที่ยวไล่ปล้นสะดมชาวบ้านในสร้างความเดือดร้อนไปทั่วสยาม จึงมีพระบรมราชโองการให้ พระยาราชนุกูล และ พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร ยกกองทัพหลวงขึ้นไปปราบกลุ่มโจรจีนฮ่อออกไปจากแผ่นดินสยามให้สิ้น
ครั้งนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม คุมกองทัพร่วมสมทบ โดยนำปืนใหญ่ไปยิงถล่มค่ายกลุ่มโจรจีนฮ่อ ที่ทุ่งเชียงคำ ทั้งนี้ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม รวมรวมไพร่พลสมัครใจในการเข้าร่วมกองทัพเป็นพลอาสาสมัครจากชาวบ้าน ซึ่งในตำนานได้กล่าวถึงชาวบ้านจากหนองคายเข้าร่วมรบในครั้งนี้ด้วย ที่สุดกองทัพหลวงพร้อมด้วยทหารอาสาจากชาวบ้านได้ช่วยกันนำปืนใหญ่ยิงถล่มค่ายโจรจีนฮ่อจนแตกกระเจิงแตกทัพทิ้งค่ายไป กองทัพยกกลับเข้าเมืองหนองคาย กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม จึงโปรดให้สร้างอนุเสาวรีย์ปราบฮ่อขึ้น ณ เมืองหนองคาย เพื่อบรรจุอัฐิทหารกล้าที่เสียชีพเพื่อชาติในครั้งนั้น ด้านข้างอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ ทั้ง 4 ด้าน โดยจารึกอักษรไว้ เป็น4 ภาษา ประกอบด้วย ไทย อังกฤษ จีน และลาว โดยพบว่า บางคำ ยังใช้ภาษาโบราณ มีข้อความว่า

“ปางนี้จักแสดง พจน์พร้อมผู้ภักดี ในอนุสาวรีย์ ไว้เป็นที่ระลึกตาม ผู้ปอปร ด้วยภักดี ดังอาภรณ์ประดับงามชีพมลายขจรนาม ปรากฏเกียรตินิรันดร สูญสุริย์จันทร จึงจะสูญซึ่งความดี วายชีพทำการกิจ โดยความสวามีภักดีต่อชุลี ละอองบาททบมาลย์ ปวงปราชญ์คงจักช้อง ศรับแล้วสาธุการ นับว่าเป็นทัยสูญ ขมีขลาดขยาดขย่อน องอาจต่อราชกิจ มิได้คิดแต่ความมรณ์ คณะเทพไตรสร จักชูช่วยอำนวยผล นำขันธ์เสวยสุข นฤทุกข์บ่ได้ยล สุขขกิจจงจักดล ประโลกยับแปรปรวน “ โดยอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ แห่งแรกที่ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม โปรดให้สร้างอดีตอยู่บริเวณ หน้าสถานีตำรวจเมืองหนองคาย จนกระทั่งพื้นที่ดังกล่าวแออัดคณะกรรมการจังหวัดหนองคายจึงมีมติ ให้กรมศิลปากรจัดดำเนินการย้ายมาสร้างใหม่โดยใช้พื้นที่หน้าศาลากลางหลังเก่า เป็นสถานที่กว้างขวางโดยวันทหารผ่านศึกมีพิธีวางพวงมาลาระลึกทุกๆ ปี
ทีมข่าวหมอออนไลน์ จังหวัดหนองคาย มีโอกาสสนทนา อาจารย์ ยอดยิ่ง ราชตั้งใจ นักวิชาการจาก สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดหนองคาย แม้วันนี้เขาเกษียณอายุราชการแล้วแต่ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ที่นำเรื่องราวสงครามปราบฮ่อบันทึกในพงศาวดารออกมาโลดแล่นให้มีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบละครประกอบแสงสีเสียง ในฐานะ ผู้กำกับการแสดงและเขียนบท “ที่ทำเพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์เลือนหายไปจากความภาคภูมิใจของคนหนองคาย “ประโยคแรกที่ อาจารย์ยอดยิ่ง ที่บอกกับเราและยังกล่าวอีกว่า“ประวัติศาสตร์สงครามปราบฮ่อ เป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดหนองคายมากที่สุดและเป็นเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารของเมืองไทย

แต่ความภาคภูมิใจเหล่านี้ดูเหมือนกำลังเลือนหายไปจากความทรงจำของคนหนองคาย ต้องยอมรับว่าคนให้ความสนใจน้อยมากจนลืมไปแล้ว หลายคนอาจยังไม่รู้เลยว่า จังหวัดหนองคายเรามีอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ แม้กระทั่งคุณครูที่สอนวิชาประวัติศาสตร์ น้อยคนที่สืบค้นข้อมูลความเป็นไปเป็นมาของประวัติศาสตร์สงครามปราบฮ่อ อยากให้คุณครูที่สอนภาษาไทย ลองมาพิจารณาคำประพันธ์ที่จารึกไว้บนอนุสาวรีย์ปราบฮ่อว่าน่าสนใจมาก เพราะคำต่างๆที่ใช้ผมมองว่าเป็นคำโบราณที่น่าสนใจมาก แต่ยังไม่เคยเห็นคุณครูท่านใดให้ความสำคัญสิ่งเหล่านี้”
ความยากในการแบกรับภาระอันหนักในของเขียนบทและกำกับการแสดง แสงสีเสียง สงครามปราบฮ่อจังหวัดหนองคาย ของ อาจารย์ยอดยิ่ง ราชตั้งใจ ในฐานะลูกหม้อเก่ากรมศิลปากร ที่นำบันทึกประวัติศาสตร์ประเทศขึ้นมาโลดแล่นดุจมีชีวิตเพื่อให้คนได้ชื่นชมอรรถรสความบันเทิงในทางกลับกันอาจะถูกตำหนิติเตียนจากภาคสังคมถึงความผิดเพี้ยนจากบันทึกในประวัติศาสตร์ ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทีมงานผู้ผลิตพยามเลี่ยงที่จะนำเสนอเพื่อไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเนื่องจากบุคคลในประวัติศาสตร์วงษ์ตระกูลสืบเชื้อสายลูกหลานตัวตนอยู่ทุกวันนี้ในจังหวัดหนองคาย
ข้อมูลอ้างอิงและเป็นข้อเท็จจริงจากพงศาวดาร จับประเด็นจากจดหมายเหตุที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้มีการบันทึกและวิเคราะห์ กล่าวถึง ฮ่อ พวกโจรฮ่อ จะบุกเข้าเมืองหนองคาย จะมีบุคคลสำคัญ 2 คนที่ได้หนีทิ้งชาวบ้านและเมืองหนองคาย ไปหลบอาศัยอยู่ บ้านพร้าว (ปัจจุบันคือจังหวัดอุดรธานี) จนกระทั่งภายหลังมีคำสั่งให้จับบุคคลทั้ง 2 กลับมาและประหารชีวิต โทษฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นความเด็ดขาดในการปกครองของยุคสมัยก่อน หรือกระทั่งการแสดงออกถึงแผ่นดินสยามกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวก็พยายามหลีกเลี่ยงกล่าวถึงเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคาบเกี่ยวเรื่องของดินแดนเพื่อนบ้านสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำขึ้นมาในการแสดงเพื่อให้เกิดความสบายใจของทุกๆฝ่าย เรื่องที่เติมแต่งขึ้นมาบางประเด็นอาจแสดงออกถึงความบันเทิงที่ใส่เข้าไปในบทละคร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีที่มาที่ไป ในพงศาวดารเขียนไว้อย่างชัดเจนว่ามีการเกณฑ์ไพร่พลจากชาวบ้านเข้าร่วมรบในครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านเมืองหนองคาย ชาวบ้านจากยโสธร และจากหัวเมืองอื่นๆซึ่งประเด็นความสูญเสียชาวบ้านที่กล้าหาญประวัติศาสตร์ปลุกขึ้นมาเล่าเรื่องเป็นละครย่อมก่อให้เกิดความสะเทือนใจต่อบรรดาลูกหลานที่สืบสกุลต่อกันมาแต่ความสูญเสียเหล่านั้นคือความภาคภูมิใจของคนหนองคาย
เหตุการณ์สงครามปราบฮ่อถูกบันทึกในพงศาวดารมีการกล่าวถึง กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ในสมัย ดำรงยศ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม พระองค์ได้มาตั้งทัพสร้างค่ายบนแผ่นดินหนองคาย และมีการประกาศรับสมัครไพร่พลชาวบ้านหนองคาย ร่วมเป็นทหารอาสาร่วมรบทัพจับศึกกับกองทัพหลวง

และที่ถูกจารึกไว้คือ เรือคำหยาด เป็นเรือประจำตำแหน่งของพระประทุมเทวาภิบาล (บุญมา ณ หนองคาย) เจ้าเมืองหนองคายคนแรก โดยนำไม้ตะเคียนหิน ทั้งต้นใช้ช้างลากมาจากดงสะคุ ในระหว่างพิธีล้มไม้นั้น มีน้ำไหลหยาดลงมาตลอด จึงตั้งชื่อว่า "คำหยาด" เป็นเรือขนาด 40 ฝีพาย และมีความเร็วสูง ไม่ทราบวัน เดือน ปี แน่ชัด แต่ประมาณว่าหลัง พ.ศ. 2370เรือคำหยาดถูกทิ้งไว้เป็นเวลานาน จนนายไชโย ณ หนองคาย ทราบว่าเป็นเรือประจำตำแหน่งบรรพบุรุษ จึงขอแรงชาวบ้านซ่อมใหญ่ นำไม้สักมาประกบรอยแตกจนเรียบร้อย แล้วนำลงสนามแข่งขันและชนะเลิศในการแข่งขันเรือยาวจังหวัดหนองคายเกือบทุกปี ร่วม 40 ปี เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก และชาวหนองคายทุกอำเภอเชื่อว่า เป็นเรืออาถรรพ์หากประกบเรือลำใด ฝีพายเรือลำนั้นจะเสียขวัญทันที เพราะ "แม่ย่านาง" เรือคำหยาดแรงกว่า ชาวหนองคายทุกอำเภอหากจัดการแข่งเรือยาว (สวงเฮือ) ในเทศกาลออกพรรษา ไม่เห็นเรือคำหยาดจะเกิดความรู้สึกว่าพิธีนั้นไม่สมบูรณ์ คนเฒ่าคนแก่ตะโกนก้องอย่างดีใจเมือเห็น "อีหยาดลำวัง อีหยาดลำวัง- อีหยาดเข้าเส้นชัย"
บันทึกประวัติศาสตร์ยังได้กล่าวว่าในครั้งสงครามปราบฮ่อ เรือคำหยาด ถูกใช้เป็นพาหนะในการขนเสบียงให้กับเหล่าทหารหลวงและอาสาสมัครนักรบเป็นหลักและยังทำหน้าที่นำอัฐิเหล่าทหารตลอดจนอาสาสมัครกล้าที่เสียชีวิตจากการรบใส่เรือคำหยาดกลับมาแผ่นดินหนองคายอีกด้วย ซึ่งเป็นการอ้างอิงประวัติศาสตร์จากวัตถุได้อย่างภาคภูมิใจของคนหนองคาย
อาจารย์ยอดยิ่ง ราชตั้งใจ นักประวัติศาสตร์เมืองหนองคาย กล่าวสรุปถึง การหยิบยกประวัติศาสตร์สงครามปราบฮ่อขึ้นมาโลดแล่นในรูปแบบ แสง สี เสียง มิใช่การบิดเบือนประวัติศาสตร์ แต่การทำงานบนฐานของ การหาข้อมูลได้ค้นคว้าจากหอจดหมายเหตุ หาข้อมูลจากพงศาดาร การอ่านค้นคว้าจากแหล่งที่เชื่อถือได้ สิ่งที่เสริมเข้าไปในบทคืออรรถรสความบันเทิง เพื่อให้คนหนองคายได้สนใจประวัติศาสตร์บ้านเราเข้าใจง่าย.
ผมปลานิล จังหวัดหนองคาย รายงาน

สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-นครปฐม จัดประกวดและมอบมงกุฎนางสาวไทย 2569
5
ศิลปวัฒธรรม-บันเทิง

ราชบุรี จัดกิจกรรม Big Day รณรงค์ใช้สิทธิเลือกตั้ง–ประชามติครั้งประวัติศาสตร์ กระตุ้นประชาชนตื่นรู้ประชาธิปไตย
5
การเมือง-การเมืองท้องถิ่น

ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม บูรณาการหน่วยงานความมั่นคง ตรวจยึดยาบ้า ร่วม 4 ล้านเม็ด มูลค่า 16 ล้านบาท
5
อาชญากรรม

คณะเกษตรและเทคโนโลยี ม.นครพนม แถลงข่าวการจัดงาน “เกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 27 ประจำปี 2569”

