พลิกฟื้นเมนูโบราณ แม่ฮ่องสอนชวนชิม "ข้าวมูนข่วย" ขนมมงคลชั้นสูง อัตลักษณ์ไทใหญ่ที่กำลังจะหายไป
1 กรกฎาคม 2569 เวลา 03:00:00
130
กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “รสชาติ...ที่หายไป The Lost Taste” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นำเสนอเมนูอาหารถิ่นอันทรงคุณค่าของจังหวัด หวังอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาทางอาหารไม่ให้สูญหาย โดยไฮไลต์ในปีนี้คือ “ข้าวมูนข่วย” หรือ “ข้าวมูนโข่ย” (ขนมวง) ขนมโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ข้าวมูนโข่ย ขนมวงแห่งความกลมเกลียว ในภาษาไทใหญ่ คำว่า “ข้าวมูน” หรือ “มูน” แปลว่า ขนม (เช่นเดียวกับภาษาพม่าที่ใช้คำว่า มูน หรือ โม่น) ส่วนคำว่า “โข่ย” หมายถึง ห่วง วงกลม หรือกำไล ดังนั้น “ข้าวมูนโข่ย” จึงมีความหมายตรงตัวว่า “ขนมที่มีลักษณะเป็นวงกลมเหมือนห่วง”

ขนมชนิดนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยสืบทอดมาจากวัฒนธรรมอาหารร่วมรากของกลุ่มชาติพันธุ์ไต (หรือไทใหญ่) ในรัฐฉานและประเทศพม่า ก่อนจะหลั่งไหลเข้าสู่แม่ฮ่องสอนพร้อมกับการตั้งถิ่นฐาน ในอดีตถือเป็น "ขนมมงคลชั้นสูง" เนื่องจากรูป ทรงวงกลมที่ไร้รอยต่อ สื่อถึงความรักที่มั่นคง ความกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และความเจริญรุ่งเรืองที่หมุนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด

นางพิมพา สกุลสุขสันต์ ผู้เชี่ยวชาญการทำข้าวมูนข่วยและผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่ ได้เปิดเผยถึงวัตถุดิบหลักที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ได้แก่ แป้งข้าวเหนียว, งาขาว, น้ำตาลอ้อย และน้ำมันพืช โดยมีขั้นตอนการทำดังนี้
นวดแป้งข้าวเหนียวกับน้ำจนได้ที่ จากนั้นปั้นเป็นเส้นกลมยาวประมาณ 5-6 นิ้ว นำปลายทั้งสองด้านมาต่อกันเป็นวงกลม โรยงาขาวแล้วกดเบา ๆ ให้งาติดเนื้อแป้ง
ตั้งกระทะแบนใช้ไฟกลาง ใส่น้ำมันให้ท่วม นำแป้งลงทอด พลิกกลับด้านจนสุกเหลืองทั่วกัน
เคี่ยวน้ำตาลอ้อยผสมน้ำเล็กน้อยจนเป็นยางมะตูม นำขนมที่ทอดเสร็จแล้วมาจุ่มลงในหม้อน้ำตาลอ้อย รอให้ซึมเข้าเนื้อแล้วยกขึ้นพักให้เย็น พร้อมรับประทาน
6 เคล็ดลับความอร่อยระดับตำนาน (สูตรไม่ลับที่ต้องรู้) เพื่อให้ได้ข้าวมูนข่วยที่กรอบนอกนุ่มใน และมีสีสันสวยงามตามแบบฉบับดั้งเดิม มีเคล็ดลับสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ดังนี้
1.แป้งที่ม้วนเป็นวงต้องมีความหนาสม่ำเสมอ และต้องบีบรอยต่อหัวท้ายให้แน่นสนิท
2.ก่อนทอดต้องพักแป้งบนถาดที่โรยแป้งนวลบางๆ ประมาณ 10-15 นาที วิธีนี้จะช่วยลดการกระเด็นของน้ำมันและป้องกันไม่ให้ขนมระเบิดขณะทอด

3.น้ำมันในกระทะต้องท่วมตัวขนม และควบคุมไฟให้คงที่
4.การพลิกขนมไปมาบ่อยเกินไป จะทำให้ขนมอมน้ำมันและเนื้อแฉะ ไม่น่ารับประทาน
5.หากเคี่ยวเหลวไปน้ำอ้อยจะไม่เกาะขนม แต่ถ้าแห้งเกินไปน้ำอ้อยจะแข็งกระด้างเคี้ยวยาก
6.เมื่อทอดเสร็จสะเด็ดน้ำมันจนอุ่น ให้จับขนมด้านที่เรียบสวย จุ่มลงในหม้อน้ำอ้อยเคี่ยวเพียงครึ่งตัวแล้วยกขึ้นทันที น้ำอ้อยจะเคลือบผิวหน้าเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ สีน้ำตาลเงางาม โดยยังโชว์เนื้อแป้งด้านล่างอย่างสวยงามตามแบบดั้งเดิม
การส่งเสริม "ข้าวมูนข่วย" ในโครงการรสชาติ ที่หายไป ไม่เพียงแต่เป็นการอนุรักษ์อาหารโบราณ แต่ยังเป็นการเปิดประตูให้ท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมอันดีงามและวิถีชีวิตของชาวไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนผ่านรสชาติอาหารอีกด้วย หากมีโอกาสไปเยือนแม่ฮ่องสอน อย่าลืมตามไปชิมเมนูมงคลหาทานยากนี้กันครับ
ฉลอง หมั่นสกุล จ.แม่ฮ่องสอน


