บ้านฉางระอุ! ชาวบ้านค้านดาต้าเซ็นเตอร์เมกะโปรเจ็กต์ หวั่น “น้ำ-ไฟ-สิ่งแวดล้อม” ถึงวันแย่งทรัพยากร รัฐอย่านิ่งเฉย !!
13 สิงหาคม 2569 เวลา 11:37:00
1658
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สำหรับการลงทุนโครงการ ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในพื้นที่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง หลังผู้นำชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ออกมาแสดงความกังวลและคัดค้านโครงการ โดยเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรพื้นฐาน ทั้ง น้ำและไฟฟ้า ที่เกรงว่าในอนาคตอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ หากมีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่ EEC
เสียงสะท้อนจากชุมชนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากความรู้สึกหวาดวิตก แต่เริ่มมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมออกมาชี้ให้เห็นถึง “โจทย์ใหญ่” ที่ภาครัฐต้องตอบให้ได้ว่า พื้นที่บ้านฉาง รวมถึงจังหวัดระยองและ EEC มีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนมากได้จริงหรือไม่
โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังเดินหน้าเต็มสูบเพื่อดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก หวังผลักดันประเทศขึ้นเป็น AI Hub ของอาเซียน ท่ามกลางเม็ดเงินลงทุนมหาศาล แต่คำถามที่ตามมาคือ เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลโตขึ้น แล้ว ประชาชนในพื้นที่จะต้องจ่ายต้นทุนอะไรบ้าง
“สหรัฐฯ แอนตี้ แต่ไทยเวลคัม” สัญญาณที่รัฐต้องฟัง ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ออกมาเปิดมุมมองถึงทิศทางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลายพื้นที่เริ่มเกิดกระแสต่อต้านโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ จากความกังวลเรื่องการใช้ทรัพยากร กับประเทศไทยที่กำลังเปิดประตูต้อนรับการลงทุนอย่างเต็มที่

เหตุผลสำคัญอยู่ที่ ดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI ใช้พลังงานมหาศาล และต้องเดินระบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า ขณะเดียวกันต้นทุนในการขยายระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใหม่ก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตา เพราะสุดท้ายแล้วต้องมีคำตอบว่า ภาระต้นทุนจะตกอยู่กับใคร
ไม่เพียงเท่านั้น ระบบทำความเย็นของดาต้าเซ็นเตอร์บางรูปแบบยังต้องใช้น้ำในปริมาณมาก เมื่อศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลายแห่งพร้อมกัน ความต้องการใช้น้ำย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นี่จึงเป็นจุดที่ชาวบ้านบ้านฉางหวั่นใจ เพราะพื้นที่เดียวกันยังมี ภาคเกษตร ชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และประชาชน ที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำร่วมกัน
บ้านฉางหวั่น “ศึกแย่งน้ำ” ใครจะอยู่ ใครจะไป สำหรับพื้นที่ EEC โดยเฉพาะ ชลบุรี-ระยอง ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ มีโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังมีชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องใช้น้ำเพื่อดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ หากมีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เข้ามาเพิ่มอีกจำนวนมาก สิ่งที่ต้องตอบให้ชัดคือ น้ำมีพอหรือไม่ เพราะหากเกิดภาวะน้ำไม่เพียงพอขึ้นมา ย่อมเกิดคำถามตามมาทันทีว่า ระหว่าง น้ำเพื่ออุตสาหกรรม น้ำเพื่อประชาชน และน้ำเพื่อการเกษตร ใครจะได้รับการจัดสรรก่อน
ชาวบ้านจึงกังวลว่า วันนี้อาจยังไม่เห็นปัญหาชัดเจน แต่หากโครงการต่างๆ เดินหน้าพร้อมกันหลายแห่ง วันข้างหน้าอาจเกิดการแข่งขันใช้ทรัพยากรจนกลายเป็น “ศึกแย่งน้ำ” ระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับชุมชน ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากเมื่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ก่อสร้างเสร็จไปแล้ว

ไม่ใช่แค่น้ำ ไฟฟ้าก็ต้องจับตา อีกประเด็นสำคัญคือ ไฟฟ้า เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้พลังงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ยิ่งเทคโนโลยี AI ขยายตัว ความต้องการประมวลผลข้อมูลก็เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการใช้ไฟฟ้า คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่า “ไฟพอหรือไม่” แต่ต้องถามต่อว่า ระบบไฟฟ้าจะต้องลงทุนเพิ่มอีกเท่าไร และต้นทุนเหล่านั้นใครเป็นผู้รับผิดชอบ
หากต้องสร้างระบบสายส่ง สถานีไฟฟ้า หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มเติมเพื่อรองรับเมกะโปรเจ็กต์ ขณะเดียวกันประชาชนและภาคธุรกิจทั่วไปยังต้องใช้ไฟฟ้าอยู่เช่นเดิม ภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีมาตรการชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้ภาระต้นทุนในอนาคตตกไปอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
ผลกระทบไม่ได้มีแค่น้ำ-ไฟ นอกจากทรัพยากรน้ำและพลังงานแล้ว ยังมีประเด็นที่ต้องจับตา ทั้ง เสียงจากระบบทำความเย็น การใช้ประโยชน์ที่ดิน น้ำทิ้ง ความร้อน และผลกระทบต่อภูมิทัศน์โดยรอบ
รวมถึงคำถามเรื่องการจ้างงาน เพราะแม้ช่วงก่อสร้างจะมีการจ้างแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก แต่เมื่อเปิดดำเนินการแล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวนมาก จึงอาจไม่ได้สร้างงานให้กับคนในท้องถิ่นในสัดส่วนเดียวกับขนาดของเงินลงทุน จึงเกิดคำถามว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ชุมชนได้รับ คุ้มค่ากับทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ที่รัฐต้องจัดสรรให้โครงการหรือไม่
ชาวบ้านถาม รัฐกำลัง “รอให้เกิดปัญหา” หรือไม่ ท่ามกลางเสียงคัดค้านและความกังวลที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่ชุมชนบ้านฉางต้องการเห็นไม่ใช่การต่อต้านการลงทุนหรือปิดประตูใส่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ต้องการให้ภาครัฐ เปิดข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา และประเมินผลกระทบก่อนปัญหาจะเกิด
เพราะหากวันนี้ทุกฝ่ายมองเพียงตัวเลขเงินลงทุนหลายหมื่นล้านหรือหลายแสนล้านบาท แต่ไม่ได้คำนวณว่า น้ำจะพอหรือไม่ ไฟฟ้าจะเพียงพอหรือไม่ ชุมชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร และพื้นที่มีขีดความสามารถรองรับอีกมากน้อยเพียงใด เมื่อถึงวันที่ปัญหาเกิดขึ้นจริง การแก้ไขอาจไม่ง่ายเหมือนการอนุมัติโครงการ

นักวิชาการจี้รัฐทำ “โซนนิ่งดาต้าเซ็นเตอร์” ก่อนสายเกินแก้ ดร.สนธิ เสนอให้ภาครัฐเร่งกำหนดแนวทางและกฎระเบียบสำหรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีการใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าในระดับสูง พร้อมพิจารณา “โซนนิ่งดาต้าเซ็นเตอร์” ให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่
การอนุมัติโครงการไม่ควรพิจารณาเฉพาะมูลค่าการลงทุนหรือเม็ดเงินที่จะเข้าประเทศ แต่ต้องประเมินความสามารถในการรองรับของพื้นที่ ทั้ง น้ำ ไฟฟ้า น้ำทิ้ง ความร้อน เสียง ระบบสาธารณูปโภค และผลกระทบต่อชุมชน
โดยเฉพาะ EEC ที่กำลังกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์ หากภาครัฐวางกติกาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ก็จะช่วยให้ไทยเดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัลได้โดยไม่ทิ้งชุมชนไว้ข้างหลัง เพราะสิ่งที่ชาวบ้านบ้านฉางกำลังถาม ไม่ใช่ “ประเทศไทยควรรับดาต้าเซ็นเตอร์หรือไม่” แต่คือ “ถ้ารับแล้ว ใครจะรับผิดชอบ หากวันหนึ่งน้ำไม่พอ ไฟไม่พอ และสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป” นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องตอบให้ชัด ก่อนเมกะโปรเจ็กต์เดินหน้าไปไกลจนย้อนกลับมาแก้ไม่ได้.


