“อ้อ อดีต สว.” เรียกร้องรัฐบาลส่งเสริมจริงจัง “โรงไฟฟ้าชีวมวล” ระบุ “พลังงานทางเลือกใหม่” เป็นอีกทางในการกู้วิกฤตพลังงาน
14 เมษายน 2569 เวลา 06:37:00
65
“อ้อ อดีต สว.” เรียกร้องรัฐบาลส่งเสริมจริงจัง “โรงไฟฟ้าชีวมวล” ระบุ “พลังงานทางเลือกใหม่” เป็นอีกทางในการกู้วิกฤตพลังงานที่มั่นคง
นายกสมาคมโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่เศรษฐกิจชุมชน เรียกร้องรัฐบาลยกระดับ “โรงไฟฟ้าชีวมวล” พลังงานทางเลือกใหม่ ขอให้เร่งแก้ไขอัตรารับซื้อต่อหน่วยเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ระบุสิ่งที่เรียกร้องไม่ใช่กำไรมหาศาล แต่คือการทบทวนราคารับซื้อให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง เป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานในท้องถิ่น ทางรอด การผ่าทางตันวิกฤติพลังงานอย่างยั่งยืนและมั่นคง เพื่อเกษตรกรและอากาศสะอาดของคนไทยทุกคน
วันที่ 14 เมษายน 2569 ที่ จ.กาฬสินธุ์ นางสาวภัทราพร วรามิตร ”อดีต สว.“ ในฐานะนายกสมาคมโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่เศรษฐกิจชุมชน เลขที่ 77/1 หมู่ที่ 5 ต.กมลาไสย อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยถึง ปัญหาวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีการปรับราคาสูงขึ้น ไดัส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภค มีการปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกขนส่งและการตลาด รวมทั้งค่าไฟฟ้า ทั้งในครัวเรือนและในสถานประกอบการทั่วไป มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะปรับตัวสูงขึ้น และสร้างความเดือดร้อนต่อพี่น้องประชาชน ผู้อุปโภค บริโภค ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทุกระบบ ถือเป็นวิกฤติพลังงานโลกที่รัฐบาลและทุกภาคส่วน ต้องตระหนักและหันมาให้ความสำคัญ ในการเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

นางสาวภัทราพร กล่าวว่า สมาคมไฟฟ้าชีวมวล เพื่อเศรษฐกิจชุมชน ดำเนินกิจการมากว่า 20 ปี ซึ่งมีบริษัทในเครือ ทำการผลิตพลังงานทางเลือกใหม่หรือพลังงานทดแทน ชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดทั้งสร้างงาน สร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชน ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรและในท้องถิ่น เช่น แกลบ ฟางข้าว ซังข้าวโพด ชานอ้อย ใบอ้อย ไม้สับ และพืชพลังงาน มาเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้และผลิตพลังงานไฟฟ้า จำหน่ายให้กับภาครัฐ แต่ผลการดำเนินการที่ผ่านมาต้องแบกรับภาวะค่าใช้จ่ายด้านทุนที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่อัตราการซื้อพลังงานไฟฟ้ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ ที่ได้เรียกร้องในการปรับราคาค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ที่“ไฟฟ้าชีวมวล เป็นพลังงานหมุนเวียน วัสดุชีวมวลสามารถทดแทนได้เรื่อยๆ จึงเป็นพลังงานที่ยั่งยืน
“มีความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจ ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ช่วยลดมลพิษทางอากาศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นพลังงานสะอาด ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะแนวโน้มของโลกได้ให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 สมาคมไฟฟ้าชีวมวล เพื่อเศรษฐกิจชุมชน ได้มีหนังสือขอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาทบทวนอัตราการรับซื้อไฟฟ้า ของโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กมาก (VSSP) สำหรับโครงการที่เปลี่ยนรูปแบบจาก Adder เป็น Fit เนื่องจากอัตราการซื้อไฟฟ้าต่อหน่วยยังคงที่ติดต่อกันมาหลายปี ขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข”

นางสาวภัทราพร กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 โรงไฟฟ้าชีวมวล ยังได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กพช. ให้ช่วยเรื่องโรงไฟฟ้าชีวมวลที่อยู่ในระบบ Adder ซึ่งอยู่ในสภาวะขาดทุน ซึ่งในขณะนั้นได้รับค่าไฟฟ้าเพียง 3.12 บาทต่อหน่วย เนื่องจากค่าวัตถุดิบมีราคาที่สูงขึ้น ค่าแรงพนักงานสูงขึ้น ประกอบกับค่าไฟฟ้าลดลง เพราะค่า ft ลดลง ประกอบกับมีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เกิดขึ้นมาใหม่อีกแต่เป็นระบบใหม่ คือ ระบบ FiT ซึ่งได้ราคาค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่แพงกว่าคือ 4.54บาทต่อหน่วย ที่มาแย่งกันซื้อวัตถุดิบที่มีอยู่ในปริมาณจำกัด ยิ่งทำให้ราคาวัตถุดิบแพงมากขึ้นอีก และยิ่งทำให้โรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมแล้วในระบบ Adder ยิ่งขาดทุนมากยิ่งขึ้นอีก เช่น มติ กพช.รับซื้อต่อหน่วย 2.28 บาท แต่ต้นทุนผุ้ประกอบการ 3.83 บาท ส่วนต่าง 1.55 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ประกอบการขาดทุน

”ดังนั้น ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันแพง รัฐบาลและ กพช.ควรที่จะยกระดับและให้ความสำคัฐส่งเสริมพลังงานทดแทนภายในประเทศ ที่จะเป็นโอกาสพึ่งพาตัวเอง ลดการพึ่งพาจากภายนอก เนื่องจากที่ผ่านมา ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล ต้องแบกรับภาระต้นทุนสูงมาตั้งปีปี 2555-ปัจจุบัน ผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถอยู่ได้ เพราะมิติของ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ยังรับซื้อไฟฟ้าในราคาต่ำกว่าต้นทุนของผู้ประกอบการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรียกร้อง ไม่ใช่เพื่อกำไรมหาศาล แต่คือการทบทวนราคารับซื้อใหม่ เพื่อให้สอคล้องกับต้นทุนจริง ทั้งนี้ เพื่อให้แสงสว่างจากชีวมวลไทยยังคงส่องสว่างต่อไป เพื่อเกษตรกรและเพื่อากาศที่ดีของพวกเราทุกคน นางสาวภัทราพร กล่าวในที่สุด.


