สมุทรสงคราม จัดใหญ่ไทยทรงดำ ถึงเวลารวมญาติ ครั้งที่ 22 กินก่อนฟ้อนแคน สานสัมพันธ์ข้ามจังหวัด
22 เมษายน 2569 เวลา 05:23:00
65
นายสมจิต จริยประเสริฐสิน นายก อบต. นางตะเคียน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า วัดใหม่บางปืน ร่วมกับ อบจ. สมุทรสงคราม และอบต.นางตะเคียน กำหนดจัดงานสืบสานวัฒนธรรมไทยทรงดำ ครั้งที่ 22 ขึ้นในวันที่ 30 เมษายนถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณลานวัดใหม่บางปืน เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทยทรงดำ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ยาวนานกว่า 400 ปี โดยยังคงอัตลักษณ์ทั้งด้านการแต่งกาย ภาษา อาหาร และท่าฟ้อนรำ รวมทั้งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเพิ่มจำนวนการพักค้าง ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
ในวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 12.00 น. มีเทศน์มหาชาติ โดยพระครูปลัดราชันย์ อริโย เวลา 16.30 น. พิธีแห่ผ้าห่มพระศรีศากยมุนีพุทธโคดม (พระใหญ่) เวลา 17.30 น. รำอวยพรพุทธานุภาพ เวลา 20.30 น.รำวงรถแห่โชติรัตน์ (ยักเขียว) ส่วนวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. เริ่มประเพณี "กินก่อน ฟ้อนแคน" เวลา 19.59 น. พิธีเปิดงานไทยทรงดำ ชมศิลปวัฒนธรรม การฟ้อนแคน จากชาวไทยทรงดำ และร่วมสนุกกับรำวงขวัญใจบ้านแพ้ว คาดว่าจะมีพี่น้องชาวไทยทรงดำที่เดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ เช่น ราชบุรี, เพชรบุรี, สมุทรสาคร, นครปฐม, กาญจนบุรี และสมุทรสงคราม นับพันคนร่วมงาน

นายสมจิต กล่าวเพิ่มเติมว่าสมุทรสงครามมีการจัดงานไทยทรงดำที่วัดบางปืนเพียงแห่งเดียว เนื่องจากมีชาวไทยทรงดำแท้ๆ อยู่ประมาณ 300 คน กระจายอยู่กว่า 100 หลังคาเรือน ในพื้นที่หมู่ 3 ต.ดอนมะโนรา และหมู่ 1 หมู่ 6 ต.นางตะเคียน นอกจาก นี้ยังมีผู้ที่มีเชื้อสายผสมอาศัยอยู่ร่วมด้วย โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า “ดอนสาม” ของ ต.ดอนมะโนรา ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อของ 3 จังหวัดได้แก่ สมุทรสงคราม ราชบุรี และสมุทรสาคร จึงเป็นที่มาของชื่อ “ดอนสาม” การจัดงานแต่ละปี จะมีชาวไทยทรงดำจากหลายจังหวัดมาเข้าร่วมกว่า 1,000 คน

สำหรับ “กินก่อนฟ้อนแคน” ถือเป็นประเพณีสำคัญของชาวไทยทรงดำมาช้านาน โดยเป็นการไปเยี่ยมเยือนบ้านญาติหรือคนรู้จักที่หมู่บ้านอื่นๆในช่วงค่ำเดือนเมษายน เพื่อพบปะพูดคุยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้าน รวมทั้งการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว เมื่อมีแขกมาเยือน เจ้าบ้านก็จัดอาหารเลี้ยงต้อนรับ พร้อมมีกิจกรรมพื้นบ้าน เช่น การละเล่น “โยนลูกช่วง” และการฟ้อนแคน ซึ่งถือเป็นโอกาสให้หนุ่มสาวได้ทำความรู้จักกัน
และอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือ “การจากกันไม่ลา” ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวไทยทรงดำ เมื่อจบงานแล้ว ผู้ร่วมงานจะเดินทางกลับโดยไม่กล่าวคำลากัน เพราะเชื่อว่าการลากันจะเป็นลางร้าย จึงเลือกที่จะจากกันแบบเงียบ ๆ ด้วยความเชื่อที่ว่าจะได้กลับมาพบกันอีก ส่วนเครื่องแต่งกายก็ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะ “ผ้าสไบ” หรือผ้าคล้องคอ ซึ่งสีของผ้าจะบ่งบอกถึงถิ่นที่มา หรือหมู่บ้านของผู้สวมใส่ ทำให้สามารถสังเกตและรู้ได้ทันทีว่ามาจากพื้นที่ใด วัฒนธรรมของไทยทรงดำจึงเป็นเอกลักษณ์ที่มีความเฉพาะตัว และยังคงได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่ชุมชนก็ยังคงพยายามอนุรักษ์ให้คงอยู่ต่อไป

สำหรับกลุ่มชนชาว “ไทยทรงดำ” หรือ “ไทยโซ่ง หรือลาวโซ่ง” มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในเมืองแถงหรือแถน เป็นเมืองใหญ่ของแคว้นสิบสองจุไท ปัจจุบันคือจังหวัดเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม ชาวไทยทรงดำได้อพยพมาตั้งรกรากในประเทศไทยครั ้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2321 สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี และครั้งที่สองสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ปี พ.ศ. 2378 และทรงโปรดเกล้าฯ ให้ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองเพชรบุรี เนื่องจากมีภูมิประเทศเป็นป่าเขาเหมือนกับถิ่นฐานเดิม ต่อมาชาวไทยทรงดำได้ย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินในที่อื่นๆ เช่น นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร เพชรบุรีสุพรรณบุรี พิจิตร ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เป็นต้น

เปิดยิ่งใหญ่ !! เทศกาลหนังใหญ่วัดขนอน ครั้งที่ 19 สืบสานมรดกวัฒนธรรมไทยระดับโลก
91
ศิลปวัฒธรรม-บันเทิง

“ปกรณ์”ซัด รัฐยังแก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือวนลูปเดิม ชี้ !! ชาวบ้านไม่ใช่ต้นเหตุ วอนนายกฯ ฟังเสียงคนพื้นที่ เร่งหาทางออก
82
การเมือง-การเมืองท้องถิ่น

คนร้ายบุกกะซวกหนุ่มวัย 40 เสียชีวิตปริศนาในกระท่อมหลังบ้านในสวนยาง ตำรวจเร่งล่าคนร้าย
อาชญากรรม
70

สมุทรสงคราม สโมสรไลออน ส์จัดกิจกรรม “We Serve the Earth” รวมพลังเปลี่ยนเมือง สู่สังคมลดขยะอย่างยั่งยืน







