รมว.พลังงาน ลุยระยอง รับปากดันโรงไฟฟ้าขยะเฟส 2 แก้ขยะล้นเมือง 700 ตันต่อวัน
28 สิงหาคม 2569 เวลา 18:51:00
864
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 28 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามโครงการผลิตเชื้อเพลิงทดแทนจากขยะชุมชนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง (อบจ.ระยอง) ที่ห้องประชุมศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยแบบครบวงจร ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง โดยมีนายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราช การจังหวัดระยอง นายปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง นายฉัตรชัย ปิตุเตชะ สส.ระยอง นายปิติ ปิตุเตชะ สส.บัญชีรายชื่อ นายภุชงค์ สฤษฎีชัยกุล ผู้จัดการกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด พร้อมผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ ให้การต้อนรับ

นายปิยะ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน จ.ระยอง มีปริมาณขยะประมาณ 1,200 ตันต่อวัน ส่งผลให้เกิดปัญหาขยะล้นเมือง แม้ที่ผ่านมาได้ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเฟสแรก ซึ่งต่อยอดจากโครงการศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมแบบครบวงจร จ.ระยอง โดยร่วมทุนกับบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แต่โรงไฟฟ้าเฟสแรกสามารถรองรับขยะได้เพียง 500 ตันต่อวัน ขณะที่ยังมีขยะตกค้างอีกประมาณ 700 ตันต่อวัน

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องผลักดันโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเฟสที่ 2 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกำจัดขยะ หากโครงการแล้วเสร็จจะสามารถรองรับและกำจัดขยะในพื้นที่ได้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โครงการเฟส 2 ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากส่วนกลาง ส่งผลให้ปัญหาขยะตกค้างยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง
ด้านนายเอกนัฏ กล่าวว่า การลงพื้นที่ระยองครั้งนี้มาติดตาม 2 เรื่องสำคัญ เรื่องแรกคือโครงการโรงไฟฟ้าขยะ ซึ่งปัจจุบัน อบจ.ระยอง ได้เสนอขอโครงการเข้ามา และกระทรวงพลังงานเห็นถึงศักยภาพ รวมถึงความจำเป็นของพื้นที่ โดยในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับที่จะออกมา จะมีการจัดสรรส่วนหนึ่งไว้สำหรับโรงไฟฟ้าขยะ

“เมื่อ จ.ระยอง มีความพร้อมในทุกด้าน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะดำเนินการตามขั้นตอนผ่านกระทรวงมหาดไทย และเสนอขอโควตาสำหรับการซื้อขายไฟฟ้าเพื่อจัดตั้งโรงไฟฟ้าขยะ ซึ่งผมรับปากว่าจะดำเนินการผลักดันในส่วนของโรงไฟฟ้าขยะเฟสที่ 2 ต่อไป” รมว.พลังงาน กล่าว
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า เรื่องที่สองคือกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าในพื้นที่ชุมชน ซึ่งพบว่ามีปัญหาติดขัดในการนำเงินออกมาใช้ โดยตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า จึงต้องตรวจสอบว่าเกิดจากการขาดการสื่อสารระหว่างกระทรวงพลังงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือไม่
ทั้งนี้ พร้อมรับหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเพื่อแก้ไขปัญหา หากพบว่าติดขัดจากกฎระเบียบหรือกติกาที่ไม่ทันสมัย และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ของประชาชนในพื้นที่ ก็พร้อมดำเนินการแก้ไข เพื่อให้กองทุนสามารถนำมาใช้ประโยชน์และเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนต่อไป.









