ตันแทนประชาชนลุยยื่น ปปช.ฟัน ม.157 “อดีตผู้ว่าฯ” ลวงขายเหรียญเสกโดยปู่ศิลา ขณะกำนันคนดัง รับหลงเชื่อว่า เหรียญครุฑรวยๆ
22 มิถุนายน 2569 เวลา 09:24:00
135
ตัวแทนประชาชนลุยยื่น ปปช.จ.กาฬสินธุ์ ฟัน ม.157 อดีตผู้ว่าฯ ลวงขายเหรียญครุฑรวยๆ “เสกโดยหลวงปู่ศิลา” แฉ กำนันคนดัง รับหลงเชื่อว่านำเงินเช่าบูชาไปสมทบสร้างอนุสาวรีย์ ร.5 ส่วนตัวไม่ได้ถูกบังคับแต่ก็ไม่เช่าเหรียญ ขณะที่ผู้เสียหายเตรียมตัวให้ปากคำพนักงานสอบสวนเร็วๆนี้
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น.ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ นายปัญญา นิตยารส อาชีพนักธุรกิจ บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 5 ต.ลาดพัฒนา อ.เมืองมหาสารคาม จ.มหาสารคาม ได้ขอเข้าพบ ผู้อำนวนการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัดาฬสินธุ์ เพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษ นายสนั่น พงษ์อักษร อดีต ผวจ.กาฬสินธุ์ พร้อมพวก ระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ในกรณีเมื่อปี 2568 ก่อนการเกษียณอายุราชการ นายสนั่น พงษ์อักษร ผวจ.กาฬสินธุ์ ได้ดำเนินโครงการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 และมีการเรี่ยไรเงินผ่านคณะกรรมการเรี่ยไรจังหวัดกาฬสินธุ์ ขณะเดียวกันก็ได้มีการจัดสร้างเหรียญครุฑรวยๆ แอปแฝงไปกับโครงการเรี่ยไร การก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ที่อ้างให้ประชา ชนเชื่อว่าเหรียญครุฑรวยๆ เสกมาเพื่อสมทบทุนสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ถือได้ว่าการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ได้บังอาจปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยที่สำนัก งาน ปปช.จ.กาฬสินธุ์ เนื่องจากยังไม่มี ผอ.ปปช.จ.กาฬสินธุ์ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ปปช.กาฬสินธุ์ มารับหนังสือจากทางด้านของ นายปัญญาฯ พร้อมสำเนาเอกสารสำคัญ ที่ทาง ปปช.จ.กาฬสินธุ์ รับที่จะดำเนินการสอบสวนให้ถึงที่สุด

นายปัญญา นิตยารส กล่าวว่า หลังจากที่ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ และได้แจ้งความดำเนินคดีกับ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ไปแล้ว เพื่อให้บทลงโทษครอบคลุมทุกด้านในการตรวจสอบเอาผิด และให้เกิดความเป็นธรรมตามข้อเท็จจริงมากที่สุด จึงได้ทำหนังสือเป็นเอกสารมายื่นร้องทุกข์กล่าวโทษกับทาง ปปช.จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อให้ ปปช.ดำเนินการพิจารณาโทษทางวินัยและให้ถึงศาลอาญาทุจริตพิจารณา จากนี้จะขึ้นอยู่กับทาง ปปช. จะดำเนินการให้ถึงที่สุดหรือไม่อย่างไร ส่วนกรณีการเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ได้รับการติดต่อจาก ทางพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี จะมีการสอบปากคำพยานในเร็ววันนี้ ทั้งนี้ผู้เสียหายมีทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ส่วนใหญ่หลงเชื่อว่าการเช่าซื้อเหรียญครุฑรวยๆ ก็เพื่อที่จะร่วมกันสมทบการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน
“ประเด็นสำคัญ และข้อสังเกตุที่ได้รับรู้มาจากประชาชนนั้น ยังมีข้อสงสัยถึงมูลค่าในการก่อสร้างพระบรมฯเนื่องจากมีข้อมูลที่ได้รับมาเป็นเอกสารใบเสร็จรับเงินนั้นในช่วงที่มีการเรี่ยไร การก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ปรากฏมี พระราชวัชรธรรมโสภณ หรือหลวงปู่ศิลา เกจิดังแห่งเมืองกาฬสินธุ์ ได้บริจาคเงินให้ทางจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 เป็นจำนวนเงินถึง 3.9 ล้านบาท มีรายเซ็น พระราชวัชรธรรมโสภณ หรือ หลวงปู่ศิลา เป็นผู้มอบเงินและ มีรายเซ็น นายสนั่น พงษ์อักษร ผวจ.กาฬสินธุ์ เป็นผู้รับเงิน เมื่อคำนวณขนาดการก่อสร้างและราคาการก่อสร้าง พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 เงินบริจาคของ หลวงปู่ศิลา จำนวน 3.9 ล้านบาท(สามล้านเก้าแสนบาท) ก็เพียงพอแล้วในการก่อสร้าง แต่ปรากฏว่ายังมีการเปิดเรี่ยไร จึงต้องถามกันต่อไปว่า เงินที่ได้รับจากการเรี่ยไร ผ่านคณะกรรมการเรี่ยไรจังหวัด มียอดจำนวนเท่าไหร่ และประเด็นสำคัญ เหรียญครุฑรวยๆ ที่มี อดีต ผวจ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานจัดสร้างในเวลาไล่เลี่ยกัน พบว่าไม่มีความเกี่ยวพันกับการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 แต่ได้ทำให้ประชาชน ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หลงเชื่อ มีวัตถุประสงค์อะไรและเงินที่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไร“

นายปัญญา กล่าวต่อว่า การปลุกเสกเหรียญมีความสำคัญก็เพื่อให้ประชาชนบูชา ถือเป็นเรื่องที่ปกติในสังคมไทยตามความเชื่อ เพราะส่วนใหญ่การเสกเหรียญปลุกพระ จะเกิดขึ้นระหว่างทางวัด ชาวบ้านหรือเอกชนที่มีจิตศรัทธา มีวัตถุประ สงค์ในการเสกเหรียญชัดเจน ส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างเสกเหรียญขึ้นก็เพื่อทำนุบำรุงวัดและพระศาสนา ส่วนผู้ที่เช่าบูชาก็เชื่อว่าเหรียญที่ได้รับมีพุทธคุณในการปกปักรักษาตามความเชื่อของแต่ละบุคคล จึงมีการจัดสร้างกันมายาวนาน แต่สำหรับการเสกเหรียญรุ่นครุฑรวยๆนี้ ถือได้ว่าเป็นการบังคับ โดยการใช้อำนาจหน้าที่ขณะที่อยู่ในการดำรงตำแหน่ง ที่ถือว่าประพฤติผิดทางปกครองและกฏหมาย เพราะในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดียังถือเป็นพฤติกรรมที่ทำร้ายประชาชนและสร้างความอึดอัดใจเงินในกระเป๋าของประชาชนด้วย
ต่อมาที่ ว่าการอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสอบถามเส้นทางการจัดซื้อเหรียญครุฑรวยๆ จัดสร้างโดย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และของพบกับ นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ แต่ทราบว่าติดประชุม จึงได้เข้าพบ นางสาวทักษกร ราชาไกร เสมียนตราอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เพื่อสอบถามกรณีการจัดซื้อเหรียญครุฑรวยๆ ว่ามีส่วนเกี่ยวกันกับการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 หรือไม่ และการสร้างเหรียญครุฑรวยๆมี วัตถุประสงค์อย่างใด

นางสาวทักษกร ราชาไกร เสมียนตราอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเหรียญครุฑรวยๆ มีความเกี่ยวพันกับการสมทบทุนสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 หรือไม่ หรือเป็นโครงการสร้างเหรียญของทางจังหวัดกาฬสินธุ์ หรือไม่ ตนไม่ทราบ เพียงแต่ทำตามที่นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์สั่ง ก็คือ การรับสั่งจองจากผู้มีความประสงค์จะบูชาเหรียญเท่านั้น ที่ส่วนใหญ่ก็จะมี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านมาเช่าบูชา ซึ่งจำนวนเหรียญที่สั่งจอง เฉพาะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ก็จะประมาณ 500 เหรียญขึ้นไป เป็นเงินก็เยอะพอสมควร ที่ได้รวบรวมเงินไปส่งให้ สำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นเงินสดแต่ถูกปฏิเสธ เพราะทางสำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์ แจ้งว่า จะรับเป็นเงินโอน ตนจึงได้นำเงินทั้งหมดผ่านเข้าบัญชีของตน แล้วก็ได้โอนให้กับ บุคคล ที่ทางสำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์ แจ้งมาเท่านั้น และก็จำไม่ได้ว่าได้โอนให้บุคคลท่านใด
ด้าน นายภักดี ภูมีแหลม กำนันตำบลหลุบ อ.เมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ส่วนตัวนั้น เหรียญครุฑรวยๆ ของ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เชื่อกันว่า เป็นการเสกเหรียญขึ้นเพื่อสมทบทุนก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.5 ซึ่งก็ไม่ได้บังคับว่าแต่ละหมู่บ้านจะต้องเช่าจำนวนเท่าไหร่ แต่มีการขอความอนุเคราะห์กันเท่านั้นส่วนจะเช่าหรือไม่เช่าก็แล้วแต่ตัวบุคคล แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้เช่ามาบูชา ส่วนการที่มีการเปิดเผยข้อมูลอีกด้านนั้น ไม่ขอออกความเห็น ตนพูดไม่ได้ เพราะก็ต้องรู้ๆอยู่ว่าทุกวันนี้สังคมไทยเป็นและอยู่กันอย่างไร.

‘นายกอนุทิน’ ประธานพิธีพุทธาภิเษก เหรียญหลวงพ่อทวด ‘รุ่นปลอดโรค ปลอดภัย’ ที่วัดห้วยมง คล 27 มิ.ย.นี้
141
ข่าวประชาสัมพันธ์

"รังสิมันต์ โรม" นำคณะ กมธ.กฎหมายฯ ลงพื้นที่แม่สะเรียง แก้ปัญหาสัญชาติยกระดับคุณภาพชีวิต
120


ล่าข้ามจังหวัด คนร้ายซิ่งกระบะบรรทุกยาบ้ากว่า 2 ล้านเม็ด หนีจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มาจนมุมในพื้นที่ อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง







