สทนช.ผนึก ม.อ. เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ปรับปรุงแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง
26 สิงหาคม 2569 เวลา 19:03:00
708
วันที่ 26 ด.ค. 69 ผ฿่สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดการประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 1 โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง ปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ. 2566–2580 ณ ห้องประชุม ชั้น 1 ศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.เมือง จ.ยะลา โดยมีนายมูฮัมมัด ศานติภิมุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม
นางสาวดางหทัย มงคลเคหา ผู้แทน สทนช. กล่าวรายงาน ขณะที่ ผศ.พยอม รัตนมณี ผู้จัดการโครงการฯ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำเสนอข้อมูลพื้นฐานและแนวทางการปรับปรุงแผนแม่บทฯ
การประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการประชุมปฐมนิเทศ โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การสร้างความเข้าใจและนำเสนอข้อมูลภาพรวมของลุ่มน้ำ ทั้งปัญหา ศักยภาพ และทิศทางการพัฒนา การเปิดร่างกรอบการพัฒนาให้ทุกภาคส่วนร่วมพิจารณา และการรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน เพื่อนำข้อมูลจากพื้นที่มาบูรณาการร่วมกับหลักวิชาการ

นายมูฮัมมัด ศานติภิมุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญต่อการอุปโภคบริโภค การ เกษตร อุตสาหกรรม และระบบนิเวศ การบริหารจัดการน้ำจึงต้องสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำว่า ข้อมูลทางวิชาการจะมีความสมบูรณ์มากขึ้น หากได้รับข้อมูลจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาในพื้นที่ดีที่สุด จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมเสนอข้อมูลและสะท้อนปัญหา เพื่อเติมเต็มแผนแม่บทให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ด้าน ผศ.พยอม กล่าวว่า โครงการมีเป้าหมายทบทวนและปรับปรุงแผนแม่บทฯ ระยะ 15 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2566–2580 โดยจะลงพื้นที่สำรวจข้อมูลครอบคลุม 254 ตำบล เพื่อค้นหาปัญหาที่บางส่วนอาจไม่ปรากฏในฐานข้อมูลกลาง พร้อมจัดทำแผนที่และตรวจสอบข้อมูลร่วมกับหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่
สำหรับลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 6.6 ล้านไร่ 254 ตำบล และ 156 ลุ่มน้ำย่อย ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และบางส่วนของจังหวัดสงขลา โดยจากการรวบรวมข้อมูลพบปัญหาสำคัญ เช่น ดินถล่ม น้ำท่วมซ้ำซาก พื้นที่ป่าพรุ อ่าวปัตตานีตื้นเขิน การรุกล้ำของน้ำเค็ม การกัดเซาะชายฝั่ง น้ำประปาไม่มีคุณภาพ และระบบบำบัดน้ำเสียไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ ทีมศึกษาได้จำแนกปัญหาด้านน้ำออกเป็นหลายประเด็น เพื่อจัดลำดับความสำคัญและกำหนดแนวทางแก้ไขให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยจะมีการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อยืนยันข้อมูลและเติมเต็มรายละเอียดของปัญหา

ขณะเดียวกัน ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ปัตตานีสะท้อนปัญหาการระบายน้ำ โดยเฉพาะคลองส่งน้ำและคลอง D4 ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ มีวัชพืชและคลองตื้นเขิน ทำให้ระบายน้ำลงทะเลได้ช้า ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในช่วงปี 2567–2568 และกระทบต่อพื้นที่การเกษตร จึงเสนอให้เร่งขุดลอกคลอง กำจัดวัชพืช และปรับปรุงประตูระบายน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน
ผศ.พยอม กล่าวว่า การปรับปรุงแผนแม่บทฯ จะดำเนินการควบคู่กับการประเมินผลกระทบทางยุทธศาสตร์ หรือ SEA เพื่อพิจารณาทั้งด้านกายภาพ ชีวภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ก่อนกำหนดแนวทางพัฒนา โดยแผนแม่บทจะระบุถึงโครงการที่จำเป็น พื้นที่ดำเนินการ งบประมาณ และลำดับความเร่งด่วน เพื่อให้สามารถนำไปแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง คุณภาพน้ำ และการบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการประชุมกลุ่มย่อยจะจัดขึ้นทั้งหมด 3 ครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ร่วมยืนยันข้อมูลและเสนอแนวทางแก้ไข ก่อนนำข้อเสนอทั้งหมดไปปรับปรุงเป็นแผนแม่บทที่มีความถูกต้อง ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพปัญหาของ พื้นที่.
ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนถือเป็นกลไกสำคัญในการนำกรอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไปสู่การปฏิบัติระดับลุ่มน้ำ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุด รองรับการพัฒนาในอนาคต และนำไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน.

ฉะเชิงเทราเดินหน้า “Aroma City” ยกระดับอัตลักษณ์เมืองแห่งกลิ่น สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชื ่อมชุมชน
631
ข่าวประชาสัมพันธ์

กรี๊ดห้างแตก! พิธา-เดชรัต ลุยนนทบุรี ชูแนวทาง NEW นนท์ ปลุกกระแสไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อบจ.
451


จบเกม “พลอย สำนักทอง” ติดเกียร์ 4 คูณ 100 หนี ตร.สุดชีวิต ไม่รอด !! ค้นตัวเจอยาบ้า 94 เม็ด รับซื้อ 100 เม็ด 4 พันไว้เสพ







