"ปลาหมอคางดำ" บุกลำปาว! สส.กาฬสินธุ์ ชี้ "เจอ-แจ้ง-จับ" ไม่พอ หนุน ชล่าเชิงรุก-ค่าหัว-ล็อกงบ 3-5 ปี ก่อนศก.สัตว์น้ำพัง
14 ตุลาคม 2569 เวลา 14:30:00
2380
แฉ !! ปลาหมอคางดำ พบสะสมกว่า 400 ตัว ในเขื่อนลำปาว ตัวใหญ่ ไข่เต็มท้อง ปรับตัวน้ำจืดได้สมบูรณ์ ขณะที่ฤดูน้ำหลากอาจพาหลุดสู่ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำพอง ด้านสส.กาฬสินธุ์ เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาด ตั้งแต่ปูพรมค้นหาเชิงรุก ค่าหัวจูงใจชาวประมง กรองน้ำสกัดไข่ปลา ไปจนถึงปลดล็อกงบ อปท. ระบุ "ต้องไม่ใช่แฟชั่นการเมืองที่มาแล้วก็ไป"
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ที่ จ.กาฬสินธุ์ นายวิรัช พิมพะนิตย์ สส.กาฬสินธุ์ เขต 1 พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงสถาน การณ์ปลาหมอคางดำในจังหวัดกาฬสินธุ์ว่าได้เข้าสู่ภาวะน่าห่วง หลังพบการแพร่กระจายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวและพื้นที่เชื่อมต่อ ยอดจับสะสมเกิน 400 ตัว และว่าที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ร่วมกับศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์ฯ และระบุว่าปัญหานี้อาจคุกคามเศรษฐกิจฐานรากด้านสัตว์น้ำของจังหวัด มูลค่าราว 2,500 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้จุดเสี่ยงและสัญญาณอันตราย พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเข้มงวด ได้แก่ บ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี, บ้านท่าเรือ ต.ภูสิงห์ อ.สหัสขันธ์ รวมถึงบ้านคำเขื่อนแก้วและบ้านทับปลา อ.หนองกุงศรี ซึ่งเป็นแหล่งประมงพื้นบ้านและแปรรูปปลาส้ม-ปลาร้าบองขนาดใหญ่

นายวิรัช พิมพะนิย์ สส.กาฬสินธุ์ เขต 1 พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือปลาที่พบมีขนาดใหญ่ โตเต็มวัย ไข่เต็มท้อง และปรับตัวเข้ากับน้ำจืดสนิทได้ดี เมื่อประกอบกับฤดูน้ำหลาก หากไม่มีมาตรการกั้นหรือกำจัดที่รวดเร็ว ปลาอาจหลุดรอดสู่ลุ่มน้ำสาขาอื่น ๆ กระทบทั้งระบบนิเวศและเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม สินค้า GI ของจังหวัด จึงมองว่านโยบาย "เจอ-แจ้ง-จับ" จึงยังไม่พอ เนื่องจากเป็นมาตรการพื้นฐานที่จำเป็น แต่ "ไม่เพียงพอ" หากใช้เพียงลำพัง ด้วย 3 ข้อจำกัด คือ1. พื้นที่กว้างเกินกำลัง เขื่อนลำปาวมีเวิ้งน้ำ ซอกหิน และป่าชายน้ำซับซ้อน ปลาอาจซ่อนและขยายพันธุ์ในจุดที่เข้าถึงยาก ,2. ตามไม่ทันวงจรเกิดใหม่ ปลาชนิดนี้ขยายพันธุ์ได้ทุก ๆ 22 วัน กว่าจะมีคนเจอ แจ้ง และจัดกำลังเข้าจับ ฝูงปลาอาจย้ายจุดหรือแพร่ลูกหลานไปแล้วนับหมื่นตัว ,3. พรางตัวเหมือนปลานิล ในน้ำจืดมีลักษณะ "ตัวเหลืองทุย" ทำให้ชาวบ้านแยกยาก”

“ตนขอเสนอ 4 มาตรการแนวทางแก้ไข คือ 1) ล่าเชิงรุกแบบ Search & Destroy ไม่รอรับแจ้ง แต่ตั้งทีมลาดตระเวนทางน้ำทุกสัปดาห์ กั้นเวิ้งน้ำที่พบฝูงปลา แล้วจับให้เกลี้ยง พร้อมเสนอให้พิจารณาเครื่องมือพิเศษเฉพาะจุด เช่น กระแสไฟฟ้า หรือสารเบื่อเมา โดยต้องฟื้นฟูด้วยการเพาะพันธุ์ปลาพื้นถิ่นปล่อยชดเชยทันที 2) ซีลเส้นทางน้ำเข้าบ่อกุ้ง ติดตั้งระบบกรองหลายชั้นและตาข่ายดักไข่ที่ประตูระบายน้ำคลองชลประทาน เพราะระบบผ้ายางเขียวแบบเดิมอาจกันไข่และลูกปลาไม่อยู่ เกษตรกรเสี่ยงสูญผลผลิตทั้งบ่อ
3) "ค่าหัว" สร้างแรงจูงใจ ปริมาณปลาในอีสานยังน้อย โรงงานปลาป่นหรือปุ๋ยจึงไม่คุ้มเข้ารับซื้อ รัฐต้องพยุงราคารับซื้อให้สูงพอ จ่ายเงินสดทันที พร้อมให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่วิจัยแปรรูปเป็นปลาส้ม ปลาร้าบอง หรืออาหารสัตว์ และ 4) ปิดช่องลักลอบเคลื่อนย้าย เมื่อกรมประมงระบุว่าปลาไม่ได้ว่ายมาถึงอีสานเอง แต่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ รวมถึงการซื้อขายออนไลน์ จึงต้องบังคับใช้กฎหมายเข้ม ลงโทษทั้งจำและปรับ เพราะเสียงสะท้อนจากพื้นที่ เกษตรกรเลี้ยงกุ้งก้ามกราม กังวลว่ากุ้งลอกคราบตัวนิ่มจะถูกรุมกิน ลูกปลาที่เล็ดลอดเข้าบ่อเพียงไม่กี่ตัวอาจแพร่พันธุ์เต็มบ่อในไม่กี่เดือน และต้นทุนกรองน้ำ-ล้างบ่อจะพุ่งสูงขึ้นและ ผู้เลี้ยงปลากระชัง กลัวฝูงปลามารวมตัวใต้กระชังกินอาหารเม็ด โตเร็วรอบแพ กัดตาข่าย สร้างความเครียดให้ปลาในกระชัง และหากกระชังแตกจะคัดแยกออกจากปลานิลได้ยากมาก อีกทั้งชาวประมงพื้นบ้านและกลุ่มแปรรูป หวั่นเกรงว่าปลาท้องถิ่น เช่น ปลากา ปลาตะเพียน ปลากด ถูกกินไข่และลูกปลาจนสูญพันธุ์ เพราะการผลิตปลาส้มและปลาร้าบองสินค้าโอทอป ต้องพึ่งปลาขาวน้อยและปลาซิวในเขื่อน”
นายวิรัช กล่าวต่อว่า อุปสรรคที่ต้องแก้ไขคือ ปัญหางบไม่ต่อเนื่อง เมื่อปฏิบัติการมาในรูปแคมเปญ งบหมดก็หยุด ปลาที่เหลือจึงกลับมาขยายพันธุ์ ,ตลาดไม่จูงใจ ปลาปริมาณน้อย พ่อค้าคนกลางไม่คุ้มค่าขนส่ง ,ติดกฎหมายประมง เครื่องมือกำจัดแรงสูงผิดกฎหมาย และการขออนุมัติกรณีพิเศษซับซ้อนและล่าช้า ,อปท. ติดระเบียบ ท้องถิ่นกลัวถูก สตง. ตรวจสอบว่าใช้งบผิดประเภท เพราะถือเป็นภารกิจกรมประมง และการประสานงานมีรอยต่อระหว่าง กรมประมง กรมชลประ ทาน และท้องถิ่น ยังมีช่องว่างในการเปิด-ปิดประตูน้ำและตั้งงบร่วม

สส.กาฬสินธุ์ ระบุอีกว่า ควรจะใช้กลไกสภา 4 ช่องทาง 1. แปรญัตติ พ.ร.บ.งบประมาณ ให้การควบคุมและกำจัดสัตว์น้ำต่างถิ่นรุกราน เป็นโครงการต่อเนื่อง 3–5 ปี แทนงบปีต่อปี ,2. ใช้กลไกกรรมาธิการ** เรียกกรมประมง กรมชลประทาน และกระทรวงมหาดไทย ทำแผนงบบูรณาการ ติดตามการเบิกจ่ายให้ถึงมือประมงจังหวัด ,3. ปลดล็อก อปท.** ประสานกระทรวงมหาดไทยออกระเบียบพิเศษ ให้ท้องถิ่นในพื้นที่ระบาดตั้งงบเฝ้าระวัง จัดซื้ออุปกรณ์ และสมทบค่าหัวได้โดยไม่ผิดระเบียบ และ4. ตั้งกองทุนฟื้นฟูระบบนิเวศและช่วยเหลือเกษตรกร และใช้เงินจากค่าปรับผู้กระทำผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมและเงินอุดหนุนรัฐ เพื่อเยียวยาได้ทันที
”ตนขอเรียกร้องต่อทุกฝ่าย โดยรัฐบาล ควรยกระดับเป็น "วาระแห่งชาติกู้ภัยสิ่งแวดล้อม" ตั้งกองทุนพยุงราคาค่าหัวประจำภูมิภาค เอาผิดและเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากต้นตอการหลุดรอด ,กรมประมงและกรมชลประทาน ปูพรมกำจัดเชิงรุก ซีลประตูระบายน้ำ และปล่อยปลาผู้ล่าพื้นถิ่นที่ผ่านการศึกษาแล้ว เช่น ปลากดแก้ว ปลาชะโด เพื่อคุมประชากรลูกปลาหลังเคลียร์พื้นที่ ,ประชาชน ยึด "เจอ แจ้ง จับ ไม่ปล่อย ไม่เลี้ยง ไม่ขายออนไลน์" หากพบปลาลักษณะคล้ายปลานิลแต่มีจุดดำที่แก้มหรือใต้คาง ห้ามนำไปปล่อยทำบุญ และให้แจ้งประมงจังหวัดทันที ควบคู่กับตั้ง "อาสาสมัครพิทักษ์ลำปาว" และกิจกรรมตุ้มโฮมลงแขกจับปลา“ นายวิรัช กล่าวในที่สุด.

"มูลนิธิร่วมกตัญญู, สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน" นำทัพผู้บริหาร-ดาราจิตอาสา ลงพื้นที่ ลุยน้ำท่วมฉะเชิงเทรา
1858
ข่าวประชาสัมพันธ์

‘เลาฟั้ง’ ส.ส.พรรคประชาชน ลงพื้นที่แม่ฮ่องสอน พบปะชาติพันธุ์ ‘กะแย’ ชูนโยบายแก้ไขกฎหมายที่ดิน
1673


ล่อซื้อคาบ้าน! ปกครองระยองผนึก บก.ป. รวบ “เจ้แนท เชิงเนิน” ยึดยาบ้าได้เพียบ







