“เบสท์ ไทยสร้างไทย” จี้คลังจับมือ ธปท. ออก 5 มาตรการลดภาระผ่อนบ้าน รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ–น้ำท่วม ห่วงประชาชนรายได้สะดุด
11 ตุลาคม 2569 เวล า 15:20:00
2000
“เบสท์ ไทยสร้างไทย” จี้คลังจับมือ ธปท. ออก 5 มาตรการลดภาระผ่อนบ้าน รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ–น้ำท่วม ห่วงประชา ชนรายได้สะดุด กลายเป็นหนี้เสีย ย้ำต้องช่วยก่อนถูกยึดบ้าน
วันที่ 11 ต.ค. 69 นายเบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล รองเลขาธิการและรองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศว่า ขณะนี้ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหารายได้และค่าครองชีพ ขณะที่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมยังต้องรับภาระความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน และการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีภาระสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งยังต้องชำระค่างวดตามปกติ แม้รายได้จะลดลงหรือหยุดชะงักไปชั่วคราว
ทั้งนี้ ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 21 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 1.13 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 3.16 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า หนี้ครัวเรือนไทย ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 85.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สะท้อนภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง
นายเบสท์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% เพื่อช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงเสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ผ่อนชำระสินเชื่อบ้านก่อนกลายเป็นหนี้เสีย แม้รัฐบาลจะต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องดูแลประชาชนที่มีภาระผ่อนบ้านอยู่ในปัจจุบันด้วย
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ประชาชนบางครอบครัวผ่อนบ้านตรงเวลามาตลอดหลายปี แต่เมื่อเจอทั้งปัญหาเศรษฐกิจและน้ำท่วม รายได้ที่เคยมีอาจหายไป ขณะที่ยังต้องหาเงินซ่อมบ้านและดูแลครอบครัว หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือ คนที่เคยผ่อนบ้านไหวก็อาจกลายเป็นคนที่ผ่อนไม่ไหวได้ในเวลาไม่นาน”

นายเบสท์ระบุว่า พรรคไทยสร้างไทยจึงเสนอให้กระทรวงการคลังร่วมกับ ธปท. และสถาบันการเงิน เร่งพิจารณา 5 มาตรการลดภาระผ่อนบ้านและป้องกันการเกิดหนี้เสีย ดังนี้
1. จัดระบบเปรียบเทียบดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์และเสนอรีเทนชันอัตโนมัติ โดยจัดทำระบบกลางให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อจากธนาคารต่าง ๆ พร้อมให้สถาบันการเงินเสนอทบทวนอัตราดอกเบี้ยแก่ลูกหนี้ที่ผ่อนบ้านมาแล้วตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่กำลังสิ้นสุดช่วงดอกเบี้ยพิเศษ โดยพิจารณาตามประวัติการชำระหนี้และความเสี่ยงของแต่ละราย
2. ลดค่าจดจำนองรีไฟแนนซ์เหลือ 0.01% เพื่อช่วยลดต้นทุนในการย้ายสินเชื่อไปยังธนาคารที่เสนออัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า รวมถึงประสานสถาบันการเงินให้พิจารณาลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดเงื่อนไขและประเมินผลกระทบต่อรายได้รัฐอย่างเหมาะสม
3. เปิดทางปรับโครงสร้างหนี้ก่อนผิดนัดชำระ ให้ลูกหนี้ที่เริ่มประสบปัญหาทางการเงินสามารถขอปรับลดดอกเบี้ยชั่วคราว ปรับค่างวด หรือขยายระยะเวลาผ่อนตามความสามารถในการชำระหนี้ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยมีประวัติค้างชำระ แต่กลับมาผ่อนตามเงื่อนไขได้อย่างต่อเนื่อง สามารถขอทบทวนดอกเบี้ยหรือรีไฟแนนซ์ใหม่ได้ตามหลักเกณฑ์
4. ลดค่างวดชั่วคราว 6–12 เดือนสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ประสบภัยน้ำท่วม ผู้ตกงาน หรือผู้มีรายได้ลดลง เพื่อให้มีเงินเหลือสำหรับดำรงชีพ ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และฟื้นฟูอาชีพ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตามความเดือดร้อนจริง และเปิดเผยเงื่อนไขรวมถึงภาระดอกเบี้ยที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
5. ให้ธนาคารช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุกและดูแลข้อมูลเครดิตอย่างเป็นธรรม โดยเร่งติดต่อให้คำปรึกษาและเสนอทางเลือกแก่ลูกหนี้ในพื้นที่ประสบภัยหรือผู้ที่เริ่มมีความเสี่ยง ก่อนเกิดการผิดนัดชำระ พร้อมกำหนดแนวทางรายงานข้อมูลเครดิตอย่างถูกต้อง ไม่ให้การเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวถูกถือเป็นการผิดนัด ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการลบประวัติผิดนัดที่เกิดขึ้นจริง
นายเบสท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวมุ่งใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ธปท. และสถาบันการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดินอุดหนุนดอกเบี้ยหรือชำระหนี้แทนประชาชน ส่วนข้อเสนอลดค่าจดจำนองต้องพิจารณาผลกระทบต่อรายได้ของรัฐควบคู่กัน ขณะเดียวกัน การช่วยเหลือลูกหนี้ตั้งแต่ระยะแรกยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสียแก่สถาบันการเงินด้วย
“ที่ผ่านมาเรามีมาตรการช่วยให้ประชาชนซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น แต่วันนี้ต้องไม่ลืมคนที่ซื้อบ้านไปแล้ว และกำลังพยายามรักษาบ้านของตัวเองไว้ โดยเฉพาะครอบครัวที่ผ่อนบ้านมาตลอด 10–20 ปี แต่ต้องเผชิญกับวิกฤตที่ไม่ได้คาดคิด”

นายเบสท์ย้ำว่า รัฐบาลควรเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งแม้สถานการณ์น้ำจะคลี่คลายลงแล้ว แต่ประชาชนยังอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนในการฟื้นฟูรายได้และฐานะทางการเงิน
“ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่ได้ต้องการกู้เงินเพิ่ม หรือให้รัฐบาลมาจ่ายหนี้แทน แต่ต้องการโอกาสลดภาระผ่อนชำระในช่วงที่ชีวิตกำลังลำบาก เพื่อให้มีเงินเหลือดูแลครอบครัวและเริ่มต้นใหม่หลังน้ำลด บ้านหนึ่งหลังอาจเป็นความพยายามที่ประชา ชนสร้างมาทั้งชีวิต รัฐบาลจึงควรช่วยตั้งแต่วันที่เขายังมีโอกาสผ่อนต่อได้ ไม่ใช่รอให้กลายเป็นหนี้เสียหรือถูกยึดบ้านแล้วค่อยหาทางแก้ไข” นายเบสท์กล่าวทิ้งท้าย.

ครอบครัวพาณิชย์พิศาล ร่วมกับ ชมรมโฮปฯ จัดกิจกรรมบริจาคข้าวสาร-อาหารแห้ง 2,000 ชุด เนื่องในวันค ล้ายวันเกิด คุณแม่ธัญยธรณ์
1772
ข่าวประชาสัมพันธ์
ภูมิปัญญาสร้างรายได้ ผู้สูงอายุ กลุ่มสล่าโคม แม่สะเรียง เร่งผลิตโคม หลากหลายรูปแบบ เตรียมตกแต่งประดับประดางานออกหว่า
เศรษฐกิจ-สังคม
'อ.เบียร์ - ขวัญ อุษามณี'แจ้งความ สน.ร่มเกล้า เอาผิดมิจฉาชีพ อ้างตัวเป็นจิตอาสาในคราบ นักบุญ มั่วบ้านงานเปิดโรงครัวขอสนับสนุนเงิน
2800
ศิลปวัฒธรรม-บันเทิง

อาชญากรรม
ผวา! แก๊งโจรขับกระบะตระเวนงัดโกดัง-ทำลายกล้อง ก่อเหตุซ้ำเดือนละครั้ง เหมือนมาเซเว่น !










