เอกอัครราชทูตอิทร่าน ประจำประเทศไทย แถลงการณ์ อิหร่าน ถูก "สหรัฐฯ-อิสราเอล" รุกราน !!
4 มีนาคม 2569 เวลา 12:18:00
65
ตร. นัสเชเรดดิน ไอตารี เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิทร่าน ประจำราชอาณาจักรไทย แถลงการณ์ อิหร่าน ถูก สหรัฐฯ-อิสราเอล รุกราน !!
วันที่ 4 มีนาคม 2026 ที่สถานทูตอิหร่าน ท่านนัสเซอร์รุดดีน ไฮดารี (H.E. Mr. Nassereddin Heidari) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย แถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ในนามของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ เหตุการณ์วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026: ในระหว่างเหตุการณ์การรุกรานระลอกใหม่ที่ไม่มีการยั่วยุและไม้ มีความชอบธรรม ซึ่งกระทำต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน
การละเมิดกฎหมายสากล: การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิต มาตรา 2(4) ของกฎบัตรสหประชาชาติ อย่างรุนแรงและชัดเจน
เป้าหมายของการโจมตี: สหรัฐอเมริกาและระบอบอิสราเอลได้จงใจมุ่งเป้าโจมตีไปที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงสุด ของรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่มีอธิปไตย ซึ่งก็คือ ผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน อายะตุลลอฮ์ เซเยด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyed Ali Khamene'i)

การประณามทางจริยธรรมและกฎหมาย อิหร่านถือว่าการกระทำนี้เป็นการก่อการร้ายที่ขี้ขลาด เป็นการจู่โจมโดยตรงต่อหลักการพื้นฐานที่สุดของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงข้อห้ามในการใช้ กำลัง, การเคารพในความเท่าเทียมทางอธิปไตย, รวมถึงสิทธิที่จะไม่ถูกละเมิดและความคุ้มกันของประมุขแห่ง (Inviolability and Immunity of Heads of State) ความรุนแรงของสถานการณ์: นี่คือการยกระดับสงครามที่อันตรายและไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งส่งผล กระทบต่อบรรทัดฐานพื้นฐานที่สุดของความเป็นรัฐและการดำเนินงานอย่างอารยะในหมู่มวลมนุษยชาติ ความสำคัญของประมุขแห่งรัฐ: ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ประมุขแห่งรัฐถือเป็นตัวแทนอธิปไตยของ ชาติ และต้องได้รับสิทธิในการไม่ถูกละเมิด การให้เกียรติ และความคุ้มกัน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการ ปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระ
บทสรุปของหน้าแรก การจงใจมุ่งเป้าไปที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจึงถือเป็นการละเมิดบรรทัดฐานพื้นฐานที่ ใช้ปกครองความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอย่างร้ายแรงและไม่เคยมีมาก่อน การกระทำที่ถือเป็นการก่อการร้ายอย่าง ชัดเจนนี้ ไม่เพียงแต่ละเมิดหลักการกฎหมายระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นมา แต่ยังเป็นการเปิด "กล่องแพนโด ร่า" (Pandora's box) ที่เป็นอันตราย ซึ่งจะกัดกร่อนรากฐานความเท่าเทียมทางอธิปไตยและเสถียรภาพ ของระบบระหว่างประเทศ
การคุ้มครองผู้นำและสิทธิในการตอบโต้ สถานะของท่านผู้นำ: นอกจากจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดแล้ว อายะตุลลอฮ์ เขเยต อาลี ตาเมเนอี ยังเป็น ผู้นำทางศาสนาที่เป็นที่เคารพอย่างสูงของชาวมุสลิมหลายสิบล้านคนในภูมิภาคและทั่วโลก ความรับผิดชอบ: การกระทำที่ถือเป็นการก่อการร้ายครั้งนี้ส่งผลกระทบที่รุนแรง และผู้กระทำผิดต้องเป็น ผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว สิทธิการป้องกันคนเอง: เหตุการณ์นี้ไม่ได้ลบล้างสิทธิอันชอบธรรมที่มีมาแต่กำเนิดของสาธารณรัฐอิสลาม แห่งอิหร่าน ในการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และประชาชนของตน ตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 ว่าด้วยสิทธิในการป้องกันตนเอง

รายงานการโจมตีเป้าหมายพลเรือน (อาชญากรรมสงคราม) ภาพรวมสถานการณ์: นับตั้งแต่เริ่มการรุกรานระลอกใหม่โดยสหรัฐฯ และระบอบอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 การโจมตีทางทหารได้มุ่งเป้าไปที่วัตถุพลเรือน สถานที่ที่ถูกโจมตี: รวมถึงโรงเรียน โรงพยาบาล อุปกรณ์และบุคลากรบรรเทาทุกข์ ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต (Martyrdom) ของพลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก รวมถึงผู้หญิงและเด็ก และยังมีผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวน มาก
การเรียกร้องต่อ UN: อิหร่านระบุว่านี่คือหลักฐานที่ชัดเจนของ "อาชญากรรมสงคราม" และ "อาชญากรรมต่อมนุษย ชาติ" ซึ่งสหประชาชาติต้องเร่งดำเนินการเพื่อยุติเหตุการณ์และนำตัวผู้กระทำผิดมา ลงโทษ
รายละเอียดความสูญเสียเฉพาะจุด โศกนาฏกรรมที่เมืองมีนับ (Minab): ในวันแรกของการรุกราน มีการทำลายโรงเรียนประถมศึกษาใน เมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่ามีนับ ในจังหวัดฮอร์โมซกัน ส่งผลให้นักเรียนหญิงผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตถึง 165 คน โดยมีการ กู้ร่างขึ้นมาจากซากปรักหักพังหลังใช้ความพยายามบรรเทาทุกข์หลายชั่วโมง การโจมตีเมืองอื่นๆ: ในวันเดียวกันมีการโจมตีที่ส่งผลให้เหล่านักเรียนเสียชีวิตในเมืองอื่นๆ เช่น ทาง ตะวันออกของเตหะราน และเมืองเอบแย็ก (Abyek) ในจังหวัดกัซวีน การโจมตีหน่วยงานสากล: วันที่ 1 มีนาคม 2026: การโจมตีมุ่งเป้าไปที่อาคารของสภาเสี้ยววงเดือนแดง (Red Crescent) และโรงพยาบาลในเตหะราน, อาห์วาช และเมืองอื่นๆ รวมถึงอาคารที่พักอาศัย วันที่ 2 และ 3 มีนาคม 2026: มีการยิงขีปนาวุธใส่ย่านที่พักอาศัยที่มีประชากรหนาแน่นในจังหวัดศุลสิ สถาน (Kurdistan Province) ทางตะวันตกของอิหร่าน
บทสรุปทางกฎหมาย รายชื่ออาชญากรรมสงครามที่ยืดเยื้อของสหรัฐฯ และระบอบอิสราเอลต่อชนชาติอิหร่าน ถือเป็นการละเมิด หลักการกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างร้ายแรง และเป็นการท้าทายต่อหลัก สิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตของพลเรือน
การละเมิดกฎหมายและมนุษยธรรมการกระทำเหล่านี้ถือเป็นการละเมิดหลักการกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ที่ได้รับการ ยอมรับอย่างกว้างขวาง และเป็นการเพิกเฉยต่อการพิจารณาด้านมนุษยธรรมขั้นพื้นฐานที่สุด โดยเฉพาะการ เคารพต่อสิทธิในชีวิตของหลเรียน

เบื้องหลังการเจรจาทางการทูตและกลลวง การทูตและกลลวง การเจรจาที่ไม่ได้เกิดจากความจริงใจ: การรุกรานทั้งหมดนี้ถูกจัดฉากขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาทางการทูต ปฏิบัติการหลอกลวง: เป็นที่ประ จักษ์ชัดว่าการเจรจาเหล่านี้ (เช่นเดียวกับการเจรจารอบก่อนหน้า) เป็น เพียง "ปฏิบัติการหลอกลวง" (Deceptive operation) โดยมีการตัดสินใจที่จะโจมตีอิหร่านไว้ ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่นายเนทันยาฮูเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ
วิจารณ์นโยบายสหรัฐฯ : แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกล่าวอ้างนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" (America first) แต่การรุกรานนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขามุ่งเน้นให้ความสำคัญกับอิสราเอลเป็นอันดับแรก และพร้อมจะสละเลือดเนื้อของทหารอเมริกันเพื่อเป้าหมายที่เลวร้ายของระบอบอิสราเอล ทั้งที่อิหร่านไม่ได้เป็น ภัยคุกคามโดยตรงต่อสหรัฐฯ เลย
จุดยืนและความมุ่งมั่นของอิหร่าน ความรับผิดชอบต่อสังคมโลก: แม้อิหร่านจะตระหนักถึงเจตนาอันเลวร้ายของสหรัฐฯ จากประสบการณ์ใน อดีต แต่อิหร่านก็ยังยอมเข้าสู่การเจรจาเพื่อทำตามหน้าที่ต่อระบบระหว่างประเทศและทุกประเทศทั่วโลก การพิสูจน์ความบริสุทธิ์: เพื่อพิสูจน์ความชอบธรรมของชนชาติอิหร่านว่าไม่มีความทะเยอทะยานในการ ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และเพื่อขจัดความกำกวมหรือข้ออ้างที่ไร้ความชอบธรรมที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะ ใช้ในการรุกรานต่อไป ความตั้งใจจริงในการป้องกันสงคราม: อิหร่านเข้าร่วมกระบวนการทางการทูตด้วยความสุจริตใจและจริงจัง ทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม
การประกาศสถานะสงครามและการตอบโต้ การยกระดับความขัดแย้ง: อย่างไรก็ตาม สงครามรุกรานต่ออิหร่านก็ได้เกิดขึ้นแล้ว และการกระทำที่น่า รังเกียจที่สุดคือปฏิบัติการเพื่อลอบสังหารผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน
สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ: ส่งผลให้ในปัจจุบัน อิหร่านอยู่ใน "สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ" (State of all-out war) และเผชิญกับภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติ สิทธิโดยชอบธรรม: ในฐานะรัฐที่เป็นเหยื่อของการรุกราน อิหร่านจึงมีสิทธิทุกประการที่จะป้องกันตนเอง ด้วยพละกำลัง ความเด็ดเดี่ยว และความมุ่งมั่น จนกว่าสงครามรุกรานนี้จะยุติลง.


