นราธิวาส-อดีตคุณครู ผู้ตัดสินใ จกลับบ้านเกิด เพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติก วาดมือ
3 ตุลาคม 2569 เวลา 11:53:00
1933
นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศ ทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประ สบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง
หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การร่างลาย การลงเทียน การผสมสี และการลงสีไปทีละชั้น งานลักษณะนี้ไม่ใช่การผลิตแบบเร่งปริมาณ แต่ต้องทำด้วยความละเอียดและความสม่ำเสมอ เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจกระทบต่อทั้งผืนได้ นอกจากนี้งานบาติกยังต้องพึ่งพาปัจจัยธรรมชาติ โดยเฉพาะสภาพอากาศ หากมีความชื้นสูงหรือฝนตก บางขั้นตอนจะทำต่อไม่ได้ ทำให้กำลังการผลิตในแต่ละวันไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดนี้กลับสะท้อนคุณค่าของงานฝีมือชัดเจน เพราะผ้าบาติกแต่ละผืนต้องแลกมาด้วยเวลา ความตั้งใจ และความชำนาญเฉพาะทาง ผลลัพธ์คือผ้าทุกผืนมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน และมี “เรื่องราว” อยู่ในลายเส้นที่ถูกวาดขึ้นจริง

ในมิติของชุมชน Rasbutik ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์สินค้า แต่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สร้างโอกาสทางอาชีพให้คนในท้องถิ่น พื้นที่อำเภอสุไหงโกลกเป็นชุมชนที่มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับการค้าชายแดนไทย–มาเลเซีย เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ทำให้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัว คนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยเผชิญกับการขาดงานและรายได้ โรงวาดบาติกของ Rasbutik ที่ตั้งอยู่ในหมู่ 3 บ้านบือโมง ตำบลมูโนะ จึงกลายเป็นแหล่งงานใกล้บ้านที่ช่วยรองรับผู้ว่างงานและผู้มีรายได้ไม่แน่นอน ให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว และเกิดการรวมกลุ่มทำงานของคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
การจ้างงานใกล้บ้านมีความหมายมากกว่าตัวเลขรายได้ เพราะช่วยลดภาระค่าเดินทาง ทำให้ผู้ปกครองยังสามารถดูแลครอบครัวได้ และสร้างพื้นที่การทำงานที่คนในชุมชนคุ้นเคย หลายคนเริ่มจากการมาลองทำงาน ก่อนพัฒนาทักษะจนกลายเป็นอาชีพหลัก ยิ่งเมื่อมีการรวมทีมมากขึ้น ระบบการทำงานยิ่งมั่นคงขึ้น และเกิดการถ่ายทอดทักษะกันภายในกลุ่ม ซึ่งช่วยค้ำจุนให้ “งานฝีมือ” ไม่ขาดช่วง

สิ่งที่ Rasbutik ให้ความสำคัญไม่แพ้การสร้างรายได้ คือการทำให้ “บาติกนราธิวาส” กลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ กะรัส มองว่าบาติกเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส แต่ช่วงเวลาหนึ่งคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมีภาพจำว่าบาติกเป็นการแต่งกายของคนรุ่นก่อน หรือเป็นชุดที่ใส่เฉพาะโอกาสพิเศษ Rasbutik จึงเลือกตอบโจทย์ด้วยการพัฒนาแบบเสื้อผ้าให้ร่วมสมัยและใช้งานได้จริง ใส่ไปทำงาน ใส่ลำลอง ใส่ไปงานสำคัญ หรือแม้แต่สวมใส่ในชีวิตประจำวัน โดยยังคงเคารพรูปแบบและความงามของบาติกแบบดั้งเดิม
อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญคือการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อทำให้คนทั่วไป “เห็น” มากกว่า “ได้ยิน” กะรัสเลือกเล่าเรื่องผ่านกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่ความละเอียดของการวาดลายไปจนถึงขั้นตอนที่ต้องอาศัยความอดทน วิธีการนี้ช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้คนให้เข้าใจว่า บาติกวาดมือไม่ใช่ผ้าทั่วไป แต่เป็นงานฝีมือที่มีคุณค่าทั้งด้านศิลปะและวิถีชีวิต เมื่อผู้บริโภคเข้าใจมากขึ้น ก็เกิดการสนับสนุนที่ยั่งยืนขึ้น และทำให้การสืบสานวัฒนธรรมเกิดขึ้นพร้อมกับการสร้างรายได้

ในภาพรวม Rasbutik จึงเป็นตัวอย่างของการต่อยอดธุรกิจครอบครัวด้วยมุมมองคนรุ่นใหม่ ที่ผสาน “อาชีพ” “ชุมชน” และ “วัฒนธรรม” เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม จากเส้นทางของอดีตคุณครูที่กลับมาทำธุรกิจท้องถิ่น ทำให้เห็นว่าการพัฒนาพื้นที่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการลงมือทำอย่างจริงจังในสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้ว แล้วค่อย ๆ สร้างคุณค่าให้เติบโตต่อเนื่องได้
ปัจจุบัน Rasbutik มีหน้าร้านอยู่บริเวณด่านน้ำตก อำเภอสุไหงโก-ลก (ตรงข้ามบริษัทมิตซูบิชิ สุไหงโกลก) และมีโรงวาดรวมถึงโรงตัดเย็บตั้งอยู่ที่หมู่ 3 บ้านบือโมง ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส.


