รองเลขาธิการและรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช, แถลงข่าวชี้แจงการทำงานของสำนักงาน กสทช. ท่ามกลางภาวะสุญญากาศและความขัดแย้ง
22 ตุลาคม 2569 เวลา 18:10:00
2344
วันนี้ (22 ตุลาคม 2569) นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการและรักษาการแทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แถลงข่าวชี้แจงการทำงานของสำนัก งาน กสทช. ท่ามกลางภาวะสุญญากาศและความขัดแย้งภายในคณะกรรมการ กสทช. โดยอธิบายถึงข้อจำกัดในการบริหารงาน ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของมติที่ประชุม ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภารกิจสำคัญขององค์กร ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ
นายไตรรัตน์ กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งภายในบอร์ด กสทช. ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อถกเถียงเกี่ยวกับสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ภายหลังมีคำตัดสินในชั้นศาล โดยฝ่ายประธานยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และอยู่ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์
นาย ไตรรัตน์ ให้ความเห็นว่า เมื่อเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ จึงมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลทางกฎหมายและความชัดเจนของสถานะที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช.
ขณะเดียวกัน กรรมการ กสทช. อีก 6 คนได้จัดประชุมแยกกันโดยไม่มีประธานมาแล้วประมาณ 3-4 ครั้ง อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช. ระบุว่าไม่ได้รับรายงานการประชุมหรือเทปบันทึกเสียงอย่างเป็นทางการจากการประชุมดังกล่าว โดยรับทราบข้อมูลเพียงบางส่วนจากรายงานข่าวของสื่อมวลชน ทำให้สำนักงานฯ มีข้อจำกัดในการตรวจสอบรายละเอียดและพิจารณาสถานะทางกฎหมายของมติที่เกิดขึ้น

นายไตรรัตน์ ระบุด้วยว่า ก่อนหน้านี้สำนักงานฯ เคยเสนอแนวทางเพื่อคลี่คลายปัญหาไว้หลายทางเลือก เช่น การให้กรรมการทั้ง 6 คนจัดทำหนังสือร่วมกันเพื่อแสดงเจตนาหรือดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน หรือการใช้กระบวน การตามมาตรา 20 วรรคห้า เพื่อเลือกประธานคนใหม่ หากเห็นว่าประธานคนเดิมพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่แนวทางดังกล่าวยังไม่ได้รับการดำเนินการจากกรรมการทั้ง 6 คน
อีกประเด็นที่สำนักงาน กสทช. ให้ความสำคัญคือข้อกังวลเกี่ยวกับกระบวนการประชุมและการจัดเก็บหลักฐาน โดยไตรรัตน์ระบุว่า มีข้อมูลเกี่ยวกับการสั่งลบเทปบันทึกเสียงการประชุมของกลุ่มกรรมการ ซึ่งสร้างความกังวลต่อความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนหลัง รวมถึงอาจทำให้เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปชี้แจงต่อที่ประชุมได้รับผลกระทบจากการที่ไม่มีหลักฐานบันทึกเหตุการณ์อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ
สำหรับข้อจำกัดในการนำมติของบอร์ดไปปฏิบัติ ไตรรัตน์ชี้ว่า มติ กสทช. อาจมีผลผูกพันในฐานะคำสั่งทางปกครอง จึงจำเป็นต้องพิจารณาความถูกต้องของกระบวนการและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการ โดยเฉพาะกรณีที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบทางการเงินหรือสร้างภาระผูกพันแก่สำนักงานฯ และผู้ประกอบการ
ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือการสั่งจ่ายเงินคืนให้แก่บริษัท หรือการสั่งปรับผู้ประกอบการในอัตราวันละ 2-3 ล้านบาท หากสำนักงานฯ นำมติที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องทางกฎหมายไปดำเนินการ อาจนำไปสู่การฟ้องร้องจากผู้มีส่วนได้เสีย หรือการตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้ทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายตามมา

นาบไตรรัตน์ ยืนยันว่า การดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. จำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อกฎหมายและกระบวนการที่ตรวจสอบได้ เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่เกือบ 2,000 คน ไม่ให้ต้องรับความเสี่ยงจากการปฏิบัติตามคำสั่งหรือมติที่ยังมีข้อโต้แย้ง โดยสำนักงานฯ จำเป็นต้องพิจารณาทั้งอำนาจหน้าที่ ความชอบด้วยกฎหมาย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นก่อนดำเนินการในแต่ละเรื่อง
ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อยุบหรือยุติบทบาทของบอร์ด กสทช. ไตรรัตน์ปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว โดยมองว่าเป็นเพียงการคาดการณ์ที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ และเชื่อว่าภาครัฐจะไม่ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว
นอกจากผลกระทบต่อการบริหารงานภายในประเทศแล้ว ความขัดแย้งในบอร์ด กสทช. ยังอาจส่งผลต่อภารกิจด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าร่วมประชุมสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางและนโยบายด้านโทรคมนาคมระดับโลก

นายไตรรัตน์ ระบุว่า ขณะนี้มีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการแต่งตั้งหัวหน้าคณะทำงานของประเทศไทยในการประชุม ITU รวมถึงเอกสารมอบอำนาจจากรัฐบาล หรือ Authority ที่จำเป็นต่อการยืนยันสถานะและอำนาจของผู้แทนไทย หากไม่สามารถจัดการเรื่องดังกล่าวได้อย่างชัดเจน อาจส่งผลต่อสิทธิของประเทศไทยในการสมัครรับเลือกตั้งเข้าสู่คณะมนตรีบริหาร ITU
ประเด็นนี้มีความสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในกลุ่มประเทศออสตราเลเซียมาอย่างต่อเนื่อง การขาดความพร้อมด้านเอกสารหรือความชัดเจนในการแต่งตั้งผู้แทนอาจกระทบต่อสถานะและบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ตลอดจนความสามารถในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางนโยบายโทรคมนาคมและเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับสากล
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งภายในบอร์ดยังส่งผลให้วาระโรดแม็ปทีวีดิจิทัล (TV Digital Roadmap) ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการและสังคมติดตาม ยังคงไม่มีความชัดเจนหรือข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องต้องอาศัยมติและกระบวนการพิจารณาของบอร์ด กสทช. แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การนำมติไปดำเนินการยังมีข้อจำกัด
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งภายในองค์กรกำกับดูแลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสถานะของประธานหรือกระบวนการประชุมเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องในการกำหนดนโยบาย การบังคับใช้กฎหมายการกำกับดูแลผู้ประกอบการ และบทบาทของประเทศไทยในเวทีโทรคมนาคมระหว่างประเทศ โดยโจทย์สำคัญคือการทำให้กระ บวนการตัดสินใจของบอร์ดมีความชัดเจน ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย.


