‘พ.ต.อ.ทวี’ ชี้ทางออกไฟใต้ แนะลดทิฐิ-คุยสันติสุขในประเทศ ไม่ต้องพึ่งคนกลางมาเลย์
24 ตุลาคม 2569 เวลา 18:55:00
1920
วันนี้ ที่ 24 ต.ค. 2569 ที่สวนนราเปี่ยมสุข อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ เป็นประธานเปิดการแข่งขันฟุตบอลหญ้าเทียมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 7 ประจำปี 2569
โดยมี นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมให้การต้อนรับ อย่างอบอุ่น เป็นกันเองและใกล้ชิด
พ.ต.อ.ทวี ได้กล่าวเปิดงานโดยระบุถึงแนวทางการแก้ปัญหาและสร้างความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งมิติด้านสันติภาพ การพัฒนาคุณภาพคน สิทธิอัตลักษณ์ และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ในมิติด้านความมั่นคงและกระบวนการสันติภาพ พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาความขัดแย้งยืดเยื้อเกิดจากการขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จนต้องดึงต่างชาติเข้ามามีบทบาท

“แม้แต่เรื่องการพูดคุยสันติภาพ พอเราเถียงกันมาก เราไม่ไว้ใจกัน เราก็ไปให้มาเลเซียเป็นคนกลาง จริง ๆ ถ้าเรารักสมานฉันท์กัน เรายอมกล้าที่จะลดทิฐิ ให้ทุกคนมีส่วนร่วม เราก็ไม่ต้องไปขอบคุณมาเลเซีย เราสามารถจัดกระบวนการพูดคุยหาทางออกร่วมกันได้เองภายในประเทศ” พ.ต.อ.ทวี ระบุ
ในมิติด้านสังคมและพหุวัฒนธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติชี้ว่า พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งอยู่ในคาบสมุทรมลายู ซึ่งการสื่อสารหลักคือภาษามลายูและมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวคือตัวอักษรยาวี ซึ่งถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าและไม่มีประเทศใดเหมือน หากภาครัฐปรับมุมมอง เปลี่ยนจากการหวาดระแวงมาเป็นการส่งเสริมอย่างจริงจัง จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการสื่อสารกับประเทศในภูมิภาค

ทั้งนี้ การศึกษาในพื้นที่ต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ และต้องยึด 4 เสาหลักเบื้องต้น คือ อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น โดยเฉพาะการทำให้เยาวชนอ่านออกเขียนได้ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษามลายู
ในมิติด้านเศรษฐกิจและความยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ความสงบสุขจะเกิดขึ้นไม่ได้หากยังมีความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง โดยยกรายงานดัชนีหลักนิติธรรมของโลก โดย World Justice Project ที่จัดอันดับประเทศไทยอยู่ที่ 80 ได้คะแนนเพียง 0.5 ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีพื้นที่เล็กกว่ากรุงเทพมหานครกลับติดกลุ่มท็อป 10 ด้วยคะแนนสูงถึง 0.7–0.8
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบเชิงเศรษฐกิจ รายได้เฉลี่ยของคนสิงคโปร์อยู่ที่วันละประมาณ 4,000 บาท มี GDP ต่อหัวหลักล้านบาทต่อคนต่อปี ขณะที่แรงงานไทยยังต้องเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำ 300–400 บาท และประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มี GDP ต่อหัวเพียงประมาณ 80,000 บาทต่อคนต่อปี ทั้งที่พื้นที่ภาคใต้มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์กว่ามาก สะท้อนชัดเจนว่าความเจริญของประเทศวัดกันที่ “คุณภาพของคน” ไม่ใช่ปริมาณทรัพยากร

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า นโยบายรัฐในพื้นที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดอย่างเร่งด่วน จากการทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างวัตถุ มาเป็นการลงทุนสร้างคนผ่านระบบการศึกษา เพราะครูคือผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนชีวิตเยาวชน ทั้งการเปลี่ยนจากคนไม่รู้ให้เป็นคนรู้ เปลี่ยนคนไม่มีศาสนาให้มีศาสนา และเปลี่ยนคนไม่มีอนาคตให้มีอนาคต
ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติประชากรศาสตร์ ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตสังคมสูงวัย อัตราการเกิดต่ำกว่าการเสียชีวิต มีเพียงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้นที่อัตราการเกิดยังสูงกว่าอัตราการเสียชีวิต ครูในพื้นที่จึงต้องแบกรับบทบาทมากกว่าการสอนหนังสือ แต่ต้องทำหน้าที่ขัดเกลาจิตใจ เป็นผู้นำทางความคิด และดูแลเยาวชนเสมือนผู้นำครอบครัวแทนพ่อแม่ การส่งเสริมสุขภาพ พลานามัย และคุณภาพชีวิตของบุคลากรทางการศึกษาจึงเป็นยุทธศาสตร์รากฐานสำคัญที่จะนำพาความสงบสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้.

นครพนมแถลงข่าวเตรียมจัดงานไหลเรือไฟโบราณ บุญออกพรรษา บูชาพระธาตุพนม ประจ ำปี 2569 ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรม 12 ตำบล
2044
ข่าวประชาสัมพันธ์

สส.โต้ง “ชยานันท์” หนองบัวลำภู เขต 1 พรรคกล้าธรรม เดินหน้านำ 4 ประเด็นปัญหาชาวหนองบัวลำภูเข้าสภาฯ
1988


นาทีระทึก!! ผู้การนครบาล 1 สยบหนุ่มลาวคลั่งใช้มีดจี้คอลูก-เมีย เมียเผย ผัวเสพยาค ลั่งไม่มีเงินกลับประเทศ







