นนทบุรี - ชาวบ้านสุดทน ร้องสื่อรอบ 3 ถูกทนายความเพื่อนบ้านก่อกวนนับ 10 ปี ทั้งอนาจาร-ยื่นฟ้องแหลก วอนถอนใบอนุญาต
25 กันยายน 2569 เวลา 08:30:00
2078
เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 24 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในพี้นที่อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี หลังได้รับร้องเรียนจากกลุ่มผู้เสียหาย หลังต้องทนทุกข์ทรมานกับพฤติกรรมสร้างความเดือดร้อนรำคาญจากเพื่อนบ้านซึ่งมีอาชีพเป็นทนายความ มานานกว่า 10 ปี ทั้งอาบน้ำหน้าบ้าน โชว์ของลับ ทิ้งขยะเกลื่อนถนนส่วนกลาง ตั้งราวตากผ้า ซักผ้า และจอดรถกีดขวางหน้าบ้านผู้อื่น ตลอดจนใช้วิชาชีพทางกฎหมายแจ้งความดำเนิน คดีฟ้องกลับชาวบ้าน จนเกิดความหวาดกลัวและยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม
น.ส.กัญญารัตน์ หรือบี เปิดเผยว่า ตนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมานานเกือบ 20 ปี และย้ายมาอยู่บ้านหลังเกิดเหตุได้ราว 1 ปีเศษ โดยพบว่าคู่กรณีมีพฤติกรรมสร้างความเดือดร้อนรำคาญมาโดยตลอด เช่น นั่งดื่มสุราและเปิดเพลงเสียงดังในยามวิกาล ส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ตลอดจนพูดจาเสียดสีลูกบ้านรายอื่น ว่าเป็น “ชนชั้นต่ำ” นอกจากนี้ ยังเคยจุดไฟเผาขยะถึง 2 ครั้ง จนต้องแจ้งตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ รวมถึงมีพฤติกรรมอนาจารโดยการแก้ผ้าอาบน้ำและเปิดเผยอวัยวะเพศบริเวณพื้นที่ส่วนกลางหน้าบ้าน ซึ่งเมื่อผู้เสียหายถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน กลับถูกคู่กรณีแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท
นอกจากนี้ คู่กรณีมักถ่ายภาพและคลิปวิดีโอชาวบ้านขณะเดินผ่านหน้าบ้านหรือออกมาทิ้งขยะ เข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล รวมถึงจอดรถกีดขวางทางเข้า-ออก เมื่อเข้าไปพูดคุยขอความร่วมมือ กลับถูกพูดจาเหยียดหยามและแสดงพฤติ กรรมคุกคาม แม้กระทั่งขณะที่ชาวบ้านกำลังให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว คู่กรณีก็ยังนำโทรศัพท์ออกมาบันทึกภาพอยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบัน ปริมาณกองขยะและเศษใบไม้บริเวณหน้าบ้านคู่กรณีได้สะสมจนอุดตันท่อระบายน้ำ ส่งผลให้น้ำท่วมขังทุกครั้งเมื่อฝนตก และกลายเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์มีพิษ เช่น งูเห่า และตะขาบ สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้อยู่อาศัยในชุมชน ที่ผ่านมา แม้หน่วยงานท้องถิ่นและเทศบาลจะลงพื้นที่ตรวจสอบ แต่ไม่สามารถเข้าจัดการได้เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่ส่วนบุคคลของนิติบุคคล ส่วนทางนิติบุคคลแนะนำให้ลูกบ้านดำเนินการทางกฎหมายกันเอง ทำ ให้ปัญหาคาราคาซัง ชาวบ้านจึงขอความช่วยเหลือผ่านสื่อมวลชน วิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยจัดเก็บกองขยะ ยุติพฤติกรรมอนาจารในพื้นที่ส่วนกลาง และคืนความสงบสุขปลอดภัยให้แก่ชุมชนโดยเร็ว
น.ส.ฐิตินันท์ ตั้งอัครถากุล อายุ 56 ปี กล่าวว่า ที่ผ่านมาต้นไม้จากบ้านคู่กรณีได้ยื่นล้ำออกมาบดบังทางเข้า-ออก บ้านของตน จนชาวบ้านต้องช่วยกันตัดแต่งและยกออกเองเพื่อเปิดทาง เมื่อแจ้งเรื่องไปยังนิติบุคคลของหมู่บ้าน กลับได้รับการบ่ายเบี่ยง โดยนิติบุคคลอ้างว่ากลัวถูกฟ้องร้องเนื่องจากหมดวาระแล้ว (แม้ว่าจะอยู่ในช่วงรักษาการก็ตาม) และแนะ นำให้ชาวบ้านไปร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมหรือจัด การกันเอง นอกจากนี้เมื่อชาวบ้านพยายามยื่นเรื่องต่อกรมบังคับคดีเนื่องจากบ้านของคู่กรณีถูกยึดไปแล้ว กลับได้รับคำตอบว่าไม่สามารถฟ้องร้องคู่กรณีได้เนื่องจากไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านแล้ว ทำให้เกิดข้อกังขาว่า เหตุใดคู่กรณีจึงยังคงอาศัยอยู่ได้โดยไม่มีการขับไล่ออกไปอย่างเป็นรูปธรรมตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

คู่กรณีใช้วิชาชีพการเป็นทนายความข่มขู่และยื่นฟ้องดำเนินคดีกับลูกบ้านคนอื่น ๆ โดยอาศัยช่องทางกฎหมาย ทำให้ชาวบ้านธรรมดาต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการไปศาล จึงอยากเรียกร้องให้สภาทนายความพิจารณาถอนใบอนุญาตทนายความของบุคคลดังกล่าว พร้อมวอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งญาติหรือครอบครัวของคู่กรณี เข้ามาตรวจสอบสภาพจิตใจ พฤติกรรม และช่วยเร่งรัดการแก้ไขปัญหา เพื่อคืนความสงบสุขให้แก่ชุมชนโดยเร็ว
จากการสอบถาม คุณตาชวน สุทธิ อายุ 73 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าวมานานกว่า 4 ปี และต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงภายในบ้าน เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดทนายความมักจะมีการจุดไฟเผาสิ่งของและใบไม้เป็นประจำ ทำให้เกิดควันหนาทึบจนชาวบ้านต้องตะโกนเตือนกันด้วยความตกใจ นอกจากปัญหาเรื่องควันไฟและกลิ่นเหม็นแล้ว บริเวณข้างบ้านยังมีเศษขยะและต้นไม้ขนาดใหญ่ปกคลุม จนกังวลเรื่องสัตว์มีพิษอย่างงูจะเข้ามาในบ้าน เวลาเดินออกมานอกบ้านจึงต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ เศษใบไม้จากต้นไม้ใหญ่ยังร่วงลงมาอุดท่อระบายน้ำ ส่งผลให้น้ำท่วมขังหน้าบ้านทุกครั้งเมื่อมีฝนตก จนตนเองต้องคอยออกมาทำความสะอาดและกวาดใบไม้อยู่เป็นประจำ ซึ่งทนายความไม่ค่อยพูดคุยหรือปฏิสัมพันธ์กับคนในหมู่บ้าน ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปตักเตือน จึงอยากวิงวอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดูแล ตัดแต่งหรือโค่นต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ออก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่

นายทองคูณ ศิริเกษ อายุ 53 ปี เล่าว่า เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นจากการที่ตนเห็นควันไฟพวยพุ่งออกมาจากบ้านคู่กรณี จึงเดินไปถามว่าเผาอะไร แต่กลับสร้างความไม่พอใจให้อีกฝ่าย และแจ้งตำรวจเข้ามาทันที ซึ่งก่อนหน้านี้คู่กรณีได้ส่งตัวแทนหรือนอมินีไปแจ้งความดำเนินคดีกับตนในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ โดยอ้างว่าการที่ตนไปเก็บกวาดขยะ เศษใบไม้ และกิ่งไม้บริเวณหน้าบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะนั้น ถือเป็นการทำลายทรัพย์สินของคู่กรณี
นอกจากนี้ ตนยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ว่ามีลักษณะเลือกปฏิบัติ เพราะเมื่อชาวบ้านเป็นฝ่ายได้รับความเดือดร้อน ถูกก่อกวน หรือเข้าแจ้งความกรณีพฤติกรรมอนาจาร เจ้าหน้าที่กลับเพียงแค่ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยไม่มีการดำเนินคดีต่ออย่างจริงจัง แต่ในทางกลับกัน เมื่อฝ่ายคู่กรณีเป็นผู้แจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับดำเนินการเข้าตรวจสอบและควบคุมตัวฝ่ายชาวบ้านโดยทันที ทำให้เกิดคำถามถึงความเท่าเทียมในการบังคับใช้กฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กลุ่มผู้เสียหายเคยร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนมาแล้วถึง 3 ครั้ง (ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569) แต่ปัจจุบันทั้งทางนิติบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าวให้แก่ชาวบ้านได้อย่างเป็นรูปธรรม.

การรถไฟฯ ชี้แจงเหตุรถจักรสับเปลี่ยนชนริ้วขบวนรถโดยสารภายในย่านรถไฟทางไก ล (ย่านพหลโยธิน)
2185
ข่าวประชาสัมพันธ์

กกต.เปิดรับสมัครนายกเล็กเมืองพัทลุง ใหม่ 20-25.ก.ย. ล่าสุดศาลปกครองสงขลา ให้ทุเลาคำสั่งของ ผวจ. ให้นายกฯ พ้นตำแหน่ง
2217


เมืองอุดรฯ เดินหน้าปฏิบัติการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด ลุยสามพร้าว ตรวจ 8 เป้าหมาย พบสารเสพติด 5 ราย–ย าบ้า 1 เม็ด







