ศิษย์หลวงพ่อสาครหอบหลักฐานร้องกองปราบฯ สอบปมสมบัติวัดดังระยอง อ้างพระทองคำหาย 3 องค์–เหรียญทองคำหมายเลข 1 โผล่ในกุฏิ
15 ตุลาคม 2569 เวลา 12:47:00
2481
ระยอง – คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อสาคร หอบหลักฐานบุกกองปราบปราม ร้องตรวจสอบทรัพย์สินและวัตถุมงคลล้ำค่าภายในพิพิธภัณฑ์วัดดัง อ.บ้านค่าย จ.ระยอง หลังอ้างถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าตรวจนับและจัดทำบัญชีทรัพย์สิน หวั่นเกิดความไม่โปร่งใส พบข้อสงสัยเหรียญนาคปรกทองคำหมายเลข 1 และพระทองคำอีก 3 องค์สูญหาย พร้อมตั้งข้อสังเกตการจำหน่ายวัตถุมงคลและการแจ้งข้อมูลต่อหน่วยงานราชการ จี้ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกประเด็น
วันที่ 15 ต.ค. 2569 ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ร.ต.ศักดิ์ชัย อนันตชัย อดีตรองเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ในฐานะผู้แทนคณะศิษย์หลวงพ่อสาคร พร้อมชาวบ้านและคณะศิษยานุศิษย์กว่า 10 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์ สินและวัตถุมงคลที่เก็บรักษาอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์วัดแห่งหนึ่งใน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง พร้อมขอให้มีมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินดังกล่าวไม่ให้เกิดความเสียหายหรือสูญหายระหว่างการตรวจสอบ
พล.ร.ต.ศักดิ์ชัย เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องเดินทางมาร้องเรียน เนื่องจากตนและคณะศิษยานุศิษย์มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเหรียญและวัตถุมงคลที่ร่วมกันจัดสร้างและนำถวายวัด โดยเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะศิษย์ได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงทางวัดและสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดระยอง เพื่อขอเข้าพบและขออนุญาตตรวจสอบทรัพย์สิน พร้อมจัดทำบัญชีรายการวัตถุมงคลที่เก็บรักษาไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ให้มีความชัดเจนและตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนดนัดหมาย กลับเกิดการโต้เถียงกัน และทางคณะศิษย์อ้างว่าถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าตรวจสอบบริเวณพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุมงคล ส่งผลให้การเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจและกังวลว่า ทรัพย์สินอันทรงคุณค่าที่หลวงพ่อสาครจัดสร้างและสะสมไว้เพื่อใช้เป็นทุนในการปฏิสังขรณ์วัด อาจมีการเคลื่อนย้าย จำหน่าย หรือเปลี่ยนมือโดยไม่มีข้อมูลบัญชีที่ชัดเจน

ผู้ร้องเรียนระบุว่า ทรัพย์สินที่ต้องการให้ตรวจสอบมีทั้งพระขุนแผน หนุมานมหาปราบ และวัตถุมงคลประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะศิษย์ให้ความสำคัญ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับศรัทธาและการร่วมกันสร้างสมบัติไว้ให้กับวัด จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบรายการทรัพย์สินที่มีอยู่จริง เปรียบเทียบกับเอกสารและบัญชีเดิม เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน
สำหรับประเด็นร้องเรียน พล.ร.ต.ศักดิ์ชัย ระบุว่า มีข้อสงสัยหลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณีความรับผิดชอบต่อทรัพย์สินภายในพิพิธภัณฑ์ ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเจ้าอาวาส โดยผู้ร้องตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีการปฏิเสธความรับผิดชอบต่อทรัพย์สินบางรายการ ทั้งที่มีเอกสารและข้อมูลของวัดเกี่ยวกับการดูแลรักษาสมบัติดังกล่าว จึงต้องการให้ตรวจสอบขอบ เขตหน้าที่และความรับผิดชอบตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการจำหน่ายสิ่งของที่ผู้ร้องระบุว่าเป็นทรัพย์สินของวัด โดยมีการอ้างว่านำเงินที่ได้ไปใช้บำรุงวัด จึงต้องการให้ตรวจสอบว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงกรณีเศษทองที่อ้างว่ามีการนำออกไปจำหน่าย โดยผู้ร้องระบุว่ามีคลิปเสียงและหลักฐานบางส่วนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มา ปริมาณ และจำนวนเงินที่ได้รับจากการขาย จึงขอให้มีการตรวจสอบเอกสารทางบัญชีประกอบด้วย

อีกประเด็นสำคัญคือ ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการแจ้งข้อมูลต่อหน่วยงานราชการ โดยคณะศิษย์ตั้งข้อสงสัยว่า มีการนำภาพเก่ามาใช้ประกอบการยืนยันว่าทรัพย์สินยังอยู่ครบถ้วน ทั้งที่ภายหลังกลับมีข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินบางรายการไม่ตรงกัน จึงต้องการให้ตรวจสอบว่าเอกสารและข้อมูลที่นำส่งหน่วยงานราชการเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ และมีการกระทำใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่
ส่วนกรณีที่สร้างความกังวลให้กับคณะศิษย์มากที่สุด คือ เหรียญนาคปรกทองคำหมายเลข 1 และพระทองคำอีก 3 องค์ โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่า เหรียญนาคปรกทองคำหมายเลข 1 เคยเป็นประเด็นสอบถามกัน ก่อนจะพบข้อมูลว่าเหรียญดังกล่าวอยู่ภายในกุฏิ ขณะที่วัตถุมงคลเนื้ออื่นบางส่วนถูกจำหน่ายไปแล้ว จึงต้องการให้ตรวจสอบที่มาและการครอบครองอย่างละเอียด
ขณะเดียวกัน ผู้ร้องยังระบุว่า ในการตรวจนับทรัพย์สินครั้งหนึ่ง มีการแจ้งเป็นหนังสือว่าทรัพย์สินอยู่ครบ แต่เมื่อตรวจนับอีกครั้งกลับมีข้อมูลว่าพระทองคำหายไป 3 องค์ พร้อมมีคำชี้แจงว่าทรัพย์สินดังกล่าวสูญหายไปก่อนเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาส ทำให้คณะศิษย์เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความแตกต่างของข้อมูลทั้งสองครั้ง และต้องการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารย้อนหลัง รวมถึงสอบถามผู้เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อเท็จจริง
พล.ร.ต.ศักดิ์ชัย กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้คณะศิษย์เคยร้องเรียนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดระยองแล้ว แต่เห็นว่ายังไม่ได้รับคำชี้แจงที่ทำให้ข้อสงสัยต่าง ๆ คลี่คลาย อีกทั้งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการตีความเอกสารและแนวทางการจำหน่ายทรัพย์สิน จึงตัดสินใจนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการของตำรวจ เพื่อให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นระบบและเป็นกลาง โดยไม่ต้องการให้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสมบัติของวัดและศรัทธาของประชาชนกลายเป็นข้อขัดแย้งที่ยืดเยื้อ
ขณะเดียวกัน กระแสความขัดแย้งดังกล่าวยังได้รับความสนใจในโลกออนไลน์ หลังเพจท้องถิ่นชื่อดัง ได้เผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับประเด็นความเคลื่อนไหวภายในวัดดังกล่าว โดยมีการตั้งคำถามถึงบุคคลและกลุ่มต่าง ๆ ที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับวัด ส่งผลให้ประชาชนและผู้มีศรัทธาในพื้นที่ อ.บ้านค่าย และจังหวัดระยองติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

เบื้องต้น พล.ร.ต.ศักดิ์ชัยและคณะได้นำหนังสือร้องเรียนพร้อมหลักฐานที่รวบรวมไว้ ยื่นต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับ การปราบปราม เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สิน วัตถุมงคล การจำหน่ายทรัพย์สิน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายหากพบว่ามีการกระทำความผิด พร้อมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบบัญชีและรายการทรัพย์สิน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นข้อมูลจากฝ่ายผู้ร้องเรียน ยังต้องรอการตรวจสอบพยานหลักฐานและคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้อง โดยยังไม่ถือเป็นข้อยุติว่าบุคคลใดกระทำความผิด.

ความหวังที่ไม่เคยถอยห่าง: มูลนิธิร่วมกตัญญู กลับมาลุยน้ำท่วม "พฤกษาพนาลี 36" ส่งต่อพลังใจเคียงข้างชาวบ้าน
1712
ข่าวประชาสัมพันธ์

‘เลาฟั้ง’ ส.ส.พรรคประชาชน ลงพื้นที่แม่ฮ่องสอน พบปะชาติพันธุ์ ‘กะแย’ ชูนโยบายแก้ไขกฎหมายที่ดิน
1737


ปกครองระยอง ผนึกทหารเรือ ลุยเด็ดปีก 2 เอเย่นต์ รวบคาบ้าน-ฉี่ม่วงคู่ ของกลางเพียบ







