29 องค์กรภาคประชาสังคมชายแดนใต้ บุกบ้าน “วันนอร์” ยื่นหนังสือจี้รัฐบาลถอนร่างกฎหมาย 4 กองทุน หวั่นกระทบงบสุขภาวะชุมชน
31 ต ุลาคม 2569 เวลา 19:00:00
2383
29 องค์กรภาคประชาสังคมชายแดนใต้ บุกบ้าน “วันนอร์” ยื่นหนังสือจี้รัฐบาลถอนร่างกฎหมาย 4 กองทุน หวั่นกระทบงบสุขภาวะชุมชน ด้านประธานที่ปรึกษานายกฯ รับปากนำข้อเรียกร้องส่งถึงมือนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง
ยะลา – เครือข่ายภาคประชาสังคมชายแดนใต้ 29 องค์กร จาก 4 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา รวมตัวเข้ายื่นหนังสือถึง “วันนอร์” ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่างแก้ไขกฎหมายกองทุนสำคัญ 4 ฉบับ หวั่นกระทบกลไกการสนับสนุนงบประมาณงานสร้างเสริมสุขภาวะระดับชุมชนที่ดำเนินการต่อเนื่องมายาวนานกว่า 25 ปี ขณะที่วันนอร์เห็นด้วยกับข้อห่วงใยของภาคประชาชน พร้อมยืนยันจะนำหนังสือข้อเรียกร้องส่งถึงมือนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่บ้านศรียะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นบ้านพักของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายวันอาฟันดี เจ๊ะสาเหาะ พร้อมตัวแทนเครือข่ายภาคประชาสังคมประมาณ 20 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียน เพื่อขอให้รัฐบาลและรัฐสภาทบทวนการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายกองทุน 4 ฉบับ ได้แก่ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไทยพีบีเอส กองทุนกีฬา และกองทุนผู้สูงอายุ
นายวันอาฟันดี เจ๊ะสาเหาะ ตัวแทนภาคีเครือข่าย เปิดเผยว่า การรวมตัวครั้งนี้สืบเนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทุนดังกล่าว ซึ่งภาคประชาชนมีความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานพัฒนาสุขภาวะในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรประชาสังคมและชุมชนฐานรากที่ทำงานต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ประเด็นสำคัญอยู่ที่แนวทางการจัดสรรงบประมาณจากภาษีสรรพสามิต 2% ซึ่งเดิมจัดสรรเข้าสู่กองทุน สสส. โดยตรง หากเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล อาจทำให้การเข้าถึงงบประ มาณขององค์กรภาคประชาชนมีขั้นตอนซับซ้อนและล่าช้ามากขึ้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการที่กลุ่มผู้รับทุนรายเล็กในระดับชุมชนจะถูกมองข้ามจากกระบวนการจัดสรรงบประมาณ

ตัวแทนเครือข่ายระบุเพิ่มเติมว่า จากผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบรัฐสภาที่เครือข่ายนำมาอ้างอิง พบว่าประชาชนกว่า 84% ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว จึงทำให้ 29 องค์กรภาคีเครือข่ายจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกันออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับออกจากกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา
ทั้งนี้ เครือข่ายยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ และพร้อมสนับสนุนการเพิ่มกลไกตรวจสอบความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล แต่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจทำลายกลไกการสนับสนุนงบประมาณเดิม พร้อมเรียกร้องให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและปรับปรุงกฎหมาย
สำหรับข้อเรียกร้องหลัก 5 ประการ ประกอบด้วย
1.ขอให้ถอนร่างแก้ไขกฎหมาย หรือไม่ให้การรับรอง พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบและแนวทางการปฏิรูป
2.ให้มีการประเมินผลกระทบด้านการเงินและการคลังในระยะยาวอย่างรอบด้าน
3.คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนกลุ่มเปราะบาง เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ
4.ยกระดับระบบตรวจสอบความโปร่งใส โดยไม่ยกเลิกกลไกการจัดสรรเงินสนับสนุนเดิม
5.เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนิติบัญญัติ
ทางด้าน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังรับมอบหนังสือว่า ปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชนในสังคมมีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาสังคมและเครือข่ายประชาชนเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา
พร้อมระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา การทำงานของ สสส. และภาคประชาสังคมในพื้นที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาสังคมหลายด้าน โดยเฉพาะภัยจากบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ภาคีเครือข่ายจะร่วมกันสื่อสารและสร้างความเข้าใจต่อสังคม รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เห็นถึงเจตนารมณ์และความสำคัญของกฎหมายดังกล่าว
นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวยืนยันว่า หนังสือข้อเรียกร้องที่ได้รับในวันนี้ จะนำไปส่งมอบให้นายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง พร้อมอธิบายถึงขั้นตอนการพิจารณากฎหมายในรัฐสภาว่า หากเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 1 แล้วสภาผู้แทนราษฎรไม่รับหลักการ รัฐบาลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง แต่หากรับหลักการก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิ การในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าไม่ได้ตัดงบประมาณ 2% แต่หากเปลี่ยนให้นำเข้าสู่กระบวนการงบประ มาณปกติ ก็อาจทำให้ขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณมีความล่าช้าและยากต่อการส่งต่อไปถึงประชาชนระดับฐานราก พร้อมฝากให้ภาคประชาชนเร่งประสานงานเข้าพบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ เพื่อชี้แจงข้อมูลและทำความเข้าใจถึงผลดีผลเสียของการแก้ไขกฎหมาย โดยหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ก็ควรเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาและยกร่างกฎหมายร่วมกัน
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนเสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ที่ต้องการให้รัฐบาลทบทวนแนวทางการแก้ไขกฎหมายกองทุน โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมรักษากลไกการสนับสนุนงานพัฒนาชุมชนและสุขภาวะระดับฐานรากให้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน

“สามร้อยยอด” สืบสานประเพณีบุญ “ล่องแพ แห่พระ บ้านป่าหมาก” ครั้งที่ 12 วันออกพรรษา
2402
ข่าวประชาสัมพันธ์
“ไชยชนก” เปิดงาน gamescom asia x Thailand Game Show 2026 ตั้งเป้าผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกมระดับโลก
เศรษฐกิจ-สังคม
เปิดประตูคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก! “SAWASDEE TOKYO” ดัน 19 บริษัทไทยเจาะตลาดญี่ปุ่น โชว์ศักยภาพภาพยนตร์–ซีรีส์ เชื่อมเครือข่ายธุรกิจ
2660
ศิลปวัฒธรรม-บันเทิง

อาชญากรรม
ไอ้กอล์ฟ คลั่งยาบ้า คว้ามีดแทงแม่เลี้ยงสาหัส ส่วนพี่สาวต่างแม่ ดับอนาถคาบ้าน










