หนุ่มช่างแอร์เปิดใจ ยันถูกต่อยก่อน ไม่ได้รุมคู่กรณี ฝ่ายเพื่อนแอบดอดเข้าขอโทษคู่กรณี
13 มิถุนายน 2569 เวลา 02:24:00
110
จากก ารตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้เมื่อเวลา 04.09 น. พบว่ากลุ่มของนายรุจกำลังมีปากเสียงกับนายอาร์ คู่กรณี โดยมีช่วงหนึ่งที่ได้ยินเสียงนายรุจตะโกนออกมาว่า “มึงต่อยกูก่อนนะ ตัวๆ กับกูไหม” ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะมีการโต้เถียงและด่าทอกันไปมา จากนั้นนายอาร์ได้ถอยข้ามไปยังอีกฝั่งของถนน แต่กลุ่มของนายรุจได้เดินตามไป ทำให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทขึ้นอีกครั้ง จนนายอาร์กระเด็นตกลงไปบริเวณข้างทางย่างไรก็ตาม ทางครอบครัวยอมรับว่าหากลูกชายมีส่วนผิดก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงทุกด้านได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม
จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้เมื่อเวลา 04.09 น. พบว่ากลุ่มของนายรุจกำลังมีปากเสียงกับนายอาร์ คู่กรณี โดยมีช่วงหนึ่งที่ได้ยินเสียงนายรุจตะโกนออกมาว่า “มึงต่อยกูก่อนนะ ตัวๆ กับกูไหม” ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะมีการโต้เถียงและด่าทอกันไปมา จากนั้นนายอาร์ได้ถอยข้ามไปยังอีกฝั่งของถนน แต่กลุ่มของนายรุจได้เดินตามไป ทำให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทขึ้นอีกครั้ง จนนายอาร์กระเด็นตกลงไปบริเวณข้างทาง
ภาพจากกล้องยังปรากฏช่วงที่ น.ส.เฟียส เดินเข้าไปเตะบริเวณใบหน้าของนายอาร์ ก่อนที่นายอาร์จะลุกขึ้นมาและชกเข้าที่ใบหน้าของ น.ส.เฟียส 1 ครั้ง แล้วถอยหลังไปจนสุดมุมกล้องวงจรปิด ขณะที่กลุ่มของนายรุจยังเดินตามไป โดยนายรุจอ้างว่าหลังจากออกนอกระยะกล้องวงจรปิดแล้ว ได้เกิดการทะเลาะวิวาทต่อเนื่องอีกครั้ง และเป็นช่วงที่ฝ่ายคู่กรณีโทรศัพท์เรียกพรรคพวกมาสมทบ ก่อนที่ตนจะถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนเพื่อนที่อยู่ด้วยกันได้แยกย้ายขึ้นรถกลับไปก่อน ทำให้ตนนอนหมดสติอยู่ในที่เกิดเหตุ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเดินทางเข้ามาระงับเหตุ

นายชัยวิทย์ เล่าว่า ขณะกำลังจะแยกย้ายกันไปส่งอาร์มที่บ้าน ได้มีนายอาร์เดินมาจากฝั่งทุ่งนา ขณะที่โชคกำลังลงไปหาอุปกรณ์หรือสิ่งของที่ตกอยู่ด้านล่าง นายอาร์ได้เข้ามาขอให้ไปส่ง โดยบอกว่าทะเลาะกับแฟนมา แต่กลุ่มของตนตอบไปว่าเมาแล้วและไม่สะดวกไปส่ง ระหว่างนั้นโชคยังคงลงไปหาของอยู่ด้านล่าง กระทั่งมีคำพูดบางอย่างที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เมื่อนายโชคเดินขึ้นมา นายอาร์จึงเข้ามาชกโชคก่อน จากนั้นได้ชกเข้าที่ใบหน้าของตนอีก 1 ครั้ง และชก น.ส.เฟียส ด้วย
นายชัยวิทย์ ยืนยันว่า หลังจากถูกชก กลุ่มของตนไม่ได้รุมทำร้ายคู่กรณี แต่เป็นการเข้าไปต่อยกันทีละคน เมื่อคนหนึ่งเข้าไปแล้วก็ถอยออกมา ก่อนที่ทุกคนจะวิ่งแยกย้ายกันออกจากจุดเกิดเหตุ ส่วนตัวเองหลังจากนั้นจำอะไรไม่ได้ เพราะหมดสติอยู่ในที่เกิดเหตุ มาทราบภายหลังว่าถูกทำร้ายซ้ำด้วยการใช้หินทุบใบหน้าและถูกกระทืบเพิ่มเติม เมื่อฟื้นขึ้นมาพบว่าทรัพย์สินและเสื้อผ้าหายไป เหลือเพียงกางเกงชั้นในติดตัวอยู่เท่านั้น
ด้าน น.ส.นริศรา ธุระเสร็จ มารดาของผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่า ตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ โดยทราบเรื่องจากญาติซึ่งโทรศัพท์มาแจ้งในช่วงเวลาประมาณตี 4 กว่า ว่าลูกชายนอนหมดสติอยู่ในที่เกิดเหตุ จึงรีบให้ญาติที่อยู่ใกล้กว่าเดินทางไปดู กระทั่งทราบว่าลูกถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว หลังเลิกงานจึงได้รับฟังเรื่องราวจากลูกสะใภ้และได้เห็นภาพบาดแผลของลูกชาย ทำให้รู้สึกสะเทือนใจและสงสารลูกอย่างมาก
น.ส.นริศรา ระบุว่า สิ่งที่ทำให้ครอบครัวกังวลมากที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่เพียงอาการบาดเจ็บของลูกชาย แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากอ้างว่ามีข้อความและการติดต่อจากฝั่งคู่กรณีมายังเพื่อนของลูกชายหลายคน รวมถึงมีการโพสต์ติดตามหากลุ่มเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ และยังมีข้อความบางส่วนที่มีลักษณะข่มขู่ โดยเฉพาะข้อความที่ระบุว่าจะ “ตามเก็บเด็ก” ทำให้ครอบครัวเกิดความหวาดกลัวอย่างมากที่ออกมาร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนไม่ได้ต้องการให้เรื่องบานปลาย แต่ต้องการให้ลูกชายได้รับการรักษาพยาบาลจนพ้นขีดอันตรายก่อน และต้องการให้ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากลูกชายเป็นฝ่ายผิดจริงก็พร้อมพาไปรับผิดตามกฎหมาย และเมื่อทุกอย่างพร้อม ครอบครัวก็ยินดีที่จะพูดคุยเจรจากับอีกฝ่ายเพื่อหาทางออกของปัญหาร่วมกันต่อไป

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการติดต่อจาก นายพรรษา อุดมผล อายุ 35 ปี เจ้าของลอฟท์คาแคร์ พร้อมด้วยภรรยา น.ส.ณัฏฐ์ธนัท หรืออาร์ อุดมผล อายุ 35 ปี ซึ่งออกมาชี้แจงว่า ฝ่ายตนเองต่างหากที่เป็นผู้เสียหายและถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมนำแชทหลักฐานที่พูดคุยกับแฟนสาวคู่กรณีที่ร้องเรียนมายืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ตามที่ระบุในข่าว พร้อมนำกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพขณะเกิดเหตุเวลา 04.09 น. บันทึกภาพขณะนายพรรษา เดินไปหากลุ่มคู่กรณีเพื่อขอความช่วยเหลือจากนั้นผ่านไปไม่นานถูกกลุ่มคู่กรณี 4 คน รุมทำร้ายร่างกาย
นายพรรษากล่าวอีกว่า ภายหลังได้มาตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่ามีผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์รวม 4 คน ได้แก่ ผู้ชายชื่อไอซ์ ผู้หญิงชื่อเฟียส รวมกับนายรุจและโชค โดยยืนยันว่าตนไม่เคยรู้จักคนกลุ่มนี้มาก่อน และไม่ได้เป็นฝ่ายลงมือก่อน แต่ฝ่ายคู่กรณี โดยเฉพาะ น.ส.เฟียส เป็นคนใช้เท้าเตะเข้าที่ใบหน้าของตนก่อน จึงต้องป้องกันตัวกลับไป ยอมรับว่ามีการโทรศัพท์เรียกน้องชายมาช่วยเหลือในช่วงที่ตำรวจใกล้เดินทางมาถึง โดยเมื่อน้องชายมาถึง กลุ่มคู่กรณีได้วิ่งหลบหนีออกไป ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าควบคุมสถานการณ์
ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าตามไปถึงโรงพยาบาล นายพรรษาชี้แจงว่า หลังเกิดเหตุได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ก่อนย้ายไปยังโรงพยาบาลพิมลราชเพื่อใช้สิทธิการรักษา โดยไปเพียงเพื่อแจ้งเรื่องสิทธิ์การรักษาและนั่งรออยู่บริเวณบันได ไม่ได้เข้าไปก่อเหตุหรือคุกคามใคร ขณะเดียวกันยืนยันว่าหากอีกฝ่ายต้องการดำเนินคดีก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการ แต่หากจะเจรจาก็ควรพูดคุยกันที่สถานีตำรวจ
ด้าน น.ส.ณัฏฐ์ธนัท ภรรยาของนายพรรษา กล่าวว่า กรณีที่อีกฝ่ายกล่าวหาว่ามีการขโมยโทรศัพท์มือถือนั้น ความจริงโทรศัพท์พร้อมบัตรและกระเป๋าสตางค์ของคู่กรณีถูกนำมาวางไว้ที่ป้อมยามของหมู่บ้าน โดยทางนิติบุคคลได้แจ้งให้ทราบและตนก็รีบติดต่อไปแจ้งให้อีกฝ่ายมารับทรัพย์สินคืน ซึ่งขณะนี้ทรัพย์สินของคู่กรณีได้รับคืนครบถ้วนแล้ว

นอกจากนี้ น.ส.ณัฏฐ์ธนัท ยังระบุอีกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนและสามีเป็นห่วงอาการของผู้บาดเจ็บมาโดยตลอด มีการติดต่อสอบถามอาการและพยายามช่วยเหลือเรื่องการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะการแนะนำให้ย้ายโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ที่มีความพร้อมมากกว่า พร้อมยืนยันว่าไม่เคยข่มขู่หรือคุกคามอีกฝ่ายผ่านโซเชียลมีเดีย การโพสต์ข้อความต่าง ๆ เป็นเพียงการตามหาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อนำข้อมูลส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น
ภรรยาของนายพรรษายังกล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดและข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน พบว่าสามีตนเป็นฝ่ายถูกรุมทำร้ายจนล้มลงหลายครั้ง แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมย้ำว่าสามีไม่ต้องการเอาเรื่องถึงที่สุด หากคู่กรณีเข้ามาพูดคุยและขอโทษกันก็พร้อมที่จะหาทางออกร่วมกันได้ ตอนนี้ฝ่ายคู่กรณีได้เดินทางมาขอโทษแล้วสองราย คือนายโชค และน.ส.เฟียส
ต่อมา น.ส.เฟียส อายุ 26 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่กรณี ได้เดินทางพร้อมมารดา นำกระเช้าและพวงมาลัยเข้ากราบขอขมานายพรรษาและ น.ส.ณัฏฐ์ธนัท พร้อมกล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศการพูดคุยที่เป็นไปด้วยความสงบ โดยทั้งสองฝ่ายยังคงรอผลการดำเนินคดีและการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเป็นทางการต่อไป.

วัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง จ.นครปฐม สืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมมรดกไทย เปิดรับนักเรียน ประชาชน ผู้สูงวัย เรียนโขน-นาฏศิลป์ ทุกวันอาทิตย์
163
ศิลปวัฒธรรม-บันเทิง

เดินหน้าทำงาน !! กมธ.กิจการสภาฯ ลุยเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นรับฟังปัญหาชาวเมืองน้ำดำ จ.กาฬสินธุ์
การเมือง-การเมืองท้องถิ่น
กาฬสินธุ์ ติดอาวุธทางปัญญา เดินหน้าพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ-ยกระดับสมรรถนะครูภาษาจีน
การศึกษา
“มาเวอร์ริค กรุ๊ป“ เดินหน้าเสริมสร้างมาตรฐานอะไหล่รถจักรยานยนต์ แบรนด์ Brembo ในตลาดไทย









